นครดูไบ จากหมู่บ้านประมงสู่มหานครโลก และเมืองที่จะมีความสุขมากสุดของโลกในปี 2021

เมื่อ 30-40 ปีมาแล้ว คนในประเทศต่างๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินหรือรู้จักเมืองที่ชื่อดูไบ ถ้ามีคนถามว่าดูไบอยู่ที่ไหน บางคนอาจจะคิดว่าอยู่ในแอฟริกา เพราะแทบไม่มีข่าวอะไรเกี่ยวกับเมืองนี้เลย ในอดีต ดูไบเป็นหมู่บ้านประมง และเมืองท่าเรือค้าขายเล็กๆ ของอ่าวเปอร์เซีย ไม่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้เลย เพราะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทะเลทราย
.
แต่ทุกวันนี้ คนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรู้สึกได้ว่า ดูไบไม่ได้อยู่ไกลจากประเทศตัวเองเลย การมีที่ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง แม้จะเป็นภูมิภาคที่มีเหตุการณ์ร้อนแรงทางการเมืองเกิดขึ้นไม่ได้หยุด แต่ก็เป็นจุดศูนย์กลางด้านภูมิศาสตร์โลก ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวกลับสร้างจุดแข็งและความได้เปรียบให้แก่ดูไบ โดยเฉพาะในเรื่องการขนส่งทางอากาศ
.
ปัจจุบัน ดูไบกลายเป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องการพัฒนา จากอดีตที่เคยเป็นเมืองท่าเรือ ประเทศที่เศรษฐกิจอาศัยรายได้จากน้ำมัน แล้วก็สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาน้ำมัน มาเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีความหลากหลาย สามารถสร้างความมั่งคั่งที่ทดแทนอุตสาหกรรมเก่าๆ และกำลังจะกลายเป็น “มหานครโลก” แบบเดียวกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ในรายงาน World Happiness Report 2017 ของสหประชาชาติ ที่จัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ระบุว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งดูไบเป็นรัฐสมาชิกหนึ่ง อยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก แต่เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย
.
.
การพัฒนาที่ไม่พึ่งพาน้ำมัน
ดูไบนำความมั่งคั่งที่ได้จากน้ำมันในระยะแรก คือช่วงทศวรรษ 1960-1970 ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับธุรกรรมด้านพาณิชย์ต่างๆ ที่ต่อมาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาที่รวดเร็วในทศวรรษ 1970 และ 1980 ทุกวันนี้ ดูไบกลายเป็นตัวอย่างโมเดลการพัฒนาของประเทศที่มีทรัพยากรด้านพลังงาน แต่ไม่อิงอาศัยน้ำมันเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ เมื่อถึงกลางทศวรรษ 1990 แหล่งน้ำมันดิบสำรองของดูไบลดลงไปมาก แต่ดูไบก็ได้กระจายธุรกิจออกไปด้านต่างๆ จนธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของ GDP
.
ดูไบค้นพบน้ำมันครั้งแรกในปี 1966 และเริ่มมีรายได้จากน้ำมันในปี 1969 ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของดูไบมีประมาณ 4 พันล้านบาร์เรล ปี 1991 การผลิตน้ำมันดิบมีปริมาณสูงสุดถึงวันละ 4 แสนบาร์เรล ทุกวันนี้ ดูไบผลิตน้ำมันดิบแค่ 5-7 หมื่นบาร์เรลต่อวันเท่านั้น มีการคาดหมายกันว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรองของดูไบจะหมดไปในอีก 20 ปีข้างหน้า เปรียบเทียบกับอาบูดาบี รัฐเพื่อนบ้าน ที่สามารถผลิตน้ำมันดิบวันหนึ่ง 2.5 ล้านบาร์เรล ดูไบจึงต้องเสี่ยงที่จะนำรายได้จากน้ำมันไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนที่น้ำมันดิบจะหมดไป
.
กลยุทธ์การกระจายธุรกิจของดูไบคือ การสร้างเศรษฐกิจที่มีองค์ประกอบที่สมดุล ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้านพาณิชย์ การพัฒนาอุตสาหกรรมเบา การสร้างเขตเศรษฐกิจ “ฟรีโซน” สำหรับธุรกิจเฉพาะ การส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว “ระดับหรูหรา” และอสังหาริมทรัพย์สำหรับนักลงทุนต่างชาติ กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ดูไบเป็นประเทศที่มีการลงทุนต่างประเทศต่อหัวประชากร มากกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาหรับ ทุกวันนี้ หลายประเทศในภูมิภาคนี้ได้นำกลยุทธ์เดียวกันนี้ไปใช้ เช่น อาบูดาบี กาตาร์ เป็นต้น
.
.
โครงสร้างพื้นฐานด้านพาณิชย์
ปี 1972 ดูไบตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญโครงการแรก คือ การสร้างท่าเรือน้ำลึก Port Rashid ให้เป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่สุดของโลก และเปิดดำเนินการในปี 1979 ทุกวันนี้ Dubai Ports World เป็นบริษัทที่บริหารท่าเรือใหญ่อันดับ 4 ของโลก และยังไปร่วมลงทุนในท่าเรือของหลายประเทศ ต่อมาในปี 1985 ดูไบได้ตั้งเขตเศรษฐกิจฟรีโซนบริเวณท่าเรือ เพื่อให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยสามารถนำเข้าแรงงานและเงินทุนได้ไม่จำกัด
.
การลงทุนที่สำคัญอีกโครงการหนึ่งคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศ ในปี 1985 ดูไบตัดสินใจตั้งสายการบินของตัวเองขึ้นมา คือ สายการบิน Emirates เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ดูไบเป็นศูนย์กลางการบินโลก (global hub) ส่วนการลงทุนปรับปรุงสนามบินนานาชาติดูไบก็ทำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน สนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) มีผู้โดยสารปีหนึ่งกว่า 70 ล้านคน ในปี 2010 ดูไบเปิดใช้งานเฟสแรกของสนามบินใหม่แห่งที่ 2 ชื่อ Al Maktoum International Airport เมื่อสนามบินใหม่นี้เสร็จสมบูรณ์ จะเป็นสนามบินใหญ่สุดของโลก มีทางขึ้นลงเครื่องบิน 5 เส้นทาง อาคารผู้โดยสาร 4 แห่ง และรองรับผู้โดยสารปีหนึ่ง 160 ล้านคน สายการบิน Emirates จะย้ายมาที่สนามบินใหม่ทั้งหมดในปี 2025
.

.
.
ธุรกิจท่องเที่ยว
ในเรื่องธุรกิจท่องเที่ยว ความสำเร็จที่โดดเด่นมากของดูไบคือ การดึงการลงทุนจากต่างประเทศในด้านธุรกิจท่องเที่ยวระดับหรูหรา ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 อาศัยประโยชน์จากประเทศในยุโรปที่มีฤดูหนาวยาวนาน สำหรับนักท่องเที่ยวยุโรปที่หนีฤดูหนาว ดูไบจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่แทนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือประเทศแถบทะเลแคริเบียน ปัจจุบัน ดูไบยังกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการศึกษาด้วย
.
ธุรกิจท่องเที่ยวของดูไบประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว นับเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ในทศวรรษ 1950 ดูไบยังไม่มีโรงแรมเลยสักแห่งหนึ่ง โรงแรมแห่งแรกชื่อ Airport Hotel สร้างติดกับสนามบินดูไบ เพื่อให้ลูกเรือของสายการบินได้พัก เมื่อเครื่องบินมาดูไบ ในปี 2010 ดูไบมีโรงแรมที่มีห้องพักทั้งหมดกว่า 67,000 ห้อง อัตราการเข้าพักสูงสุดในโลก ปลายทศวรรษ 1990 ดูไบเริ่มเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นตลาด high-end โดยลงทุนสร้างโรงแรมที่หรูหราที่สุดของโลก ชื่อ Jumeirah Beach Hotel ที่เปิดบริการในปี 1997 ในปี 1999 โรงแรมระดับ 7 ดาวที่มีรูปทรงคล้ายเรือใบชื่อ Burj Al-Arab เปิดให้บริการ
.

.
การท่องเที่ยวของดูไบยังอาศัยกลยุทธ์การสร้างดูไบให้เป็นศูนย์กลางความบันเทิง ธุรกิจความบันเทิงในดูไบเติบโตรวดเร็วมากแบบเดียวกับธุรกิจโรงแรม ในทศวรรษ 1960 ดูไบมีร้านอาหารและโรงภาพยนตร์อยู่ไม่กี่แห่ง ในปี 2003 ดูไบประกาศลงทุนสร้างสวนสนุกใหญ่สุดในโลกมีชื่อว่า Dubailand ที่ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างจำลอง เช่น หอไอเฟล พีระมิด และจูราสสิกปาร์กที่จะมีไดโนเสาร์เดินเพ่นพ่าน สวนสนุกใช้เงินลงทุน 62 พันล้านดอลลาร์ คาดว่าจะเปิดในปี 2020
.
กลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จมากอีกอย่างคือ เทศกาลช็อปปิ้งประจำปีของดูไบที่มีขึ้นครั้งแรกในปี 1996 ในปีแรกของการจัดงานก็สร้างรายได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ดูไบยังใช้กลยุทธ์การจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก เช่น การแข่งม้า กีฬากอล์ฟเรียกว่า Dubai Desert Classic และการแข่งเทนนิส ATP Tour กิจกรรมกีฬาระดับโลก ทำให้นักกีฬาระดับนำของโลกเดินทางมาดูไบ ทำให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมสูงขึ้น
.
.
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
การลงทุนของดูไบด้านอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนต่างชาติเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อกลางทศวรรษ 1990 ดูไบยังไม่มีตลาดอสังหาริมทรัพย์เลย การลงทุนด้านนี้มีเป้าหมายต้องการให้นักท่องเที่ยวซื้ออสังหาริมทรัพย์ สำหรับเป็นที่พักเพื่อการพักผ่อน หรือซื้อเพื่อให้เช่าต่อ ตึก Burj Khalifa ที่สูง 828 เมตร เปิดในปี 2010 และเป็นตึกที่สูงสุดของโลก ทุกวันนี้ Burj Khalifa เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของดูไบ แบบเดียวกับตึก Empire State ของนิวยอร์ก ที่ดูวิวของ Burj Khalifa มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปดูวิวปีหนึ่งล้านกว่าคน
.
แต่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงมากคือ Palm Jumeirah อสังหาริมทรัพย์บนเกาะที่สร้างขึ้นมาใหม่ในอ่าวเปอร์เซีย โครงการประกอบด้วยบ้านพักแบบวิลลา และอพาร์ตเมนต์ บริษัท Trump Organization ของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ร่วมลงทุนด้วย โครงการนี้เป็น 1 ใน 3 ของโครงการ Palm Islands คนที่มีชื่อเสียงหลายคนซื้อบ้านพักใน Palm Jumeirah เช่น David Beckham, Michael Schumacher และ Rod Stewart เป็นต้น ความสำเร็จของดูไบทำให้รัฐอื่นๆ ของ UAE หันมาลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาบูดาบี
.

.
กระทรวงความสุข
ในปี 2016 UAE ตั้งกระทรวงความสุขขึ้นมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแผนงาน UAE Vision 2021 ที่กำหนดให้การตัดสินใจของรัฐบาลมีศูนย์กลางอยู่ที่การทำให้ความเป็นอยู่และความสุขของประชาชนดีขึ้น UAE มีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดของโลก แม้องค์กรเช่น Human Right Watch หรือ Amnesty International จะวิจารณ์ว่า กระทรวงความสุขของ UAE เป็นการพูดอย่างทำอย่าง แต่ Mark Wiking จากสถาบัน Happiness Research Institute ของเดนมาร์ก กล่าวกับ CNN ว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ความสุขจะเป็นหัวใจของนโยบายสาธารณะและเป็นเป้าหมายของรัฐบาล
.
.
.
.
ขอบคุณข้อมูล