ปราสาท Osaka กับสมรภูมิการรบที่ดุเดือด!!

VIEW POST

Osaka เป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจการค้า การปกครอง การทหาร เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการรวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุคที่เรียกขานกันว่า Naniwa-kyo เมืองหลวงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นโบราณจนชื่อเสียงแปรเปลี่ยนไปเป็นเมือง Osaka ที่เราได้ยินกันจนคุ้นชินในยุคปัจจุบัน
.
.
.

.
.
ความสำคัญของจังหวัด Osaka ในปัจจุบันแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากครั้งอดีต ที่นี่ยังคงเป็นเมืองเอกจากหลายๆเมืองในภูมิภาค Kansai แถมพ่วงด้วยตำแหน่งเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ไปไม่ได้นั่นคือ ปราสาท Osaka (Osaka-jo)
.
.

.
.
ปราสาท Osaka สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1583 บนพื้นที่เดิมของวัด Ishiyama Hongan-ji ที่ถูก Oda Nobunaga (ซามูไรนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ ที่คอยดูแลเมือง Owari หรือ Nagoya ในปัจจุบัน) ตัวปราสาทถูกเผาและสร้างใหม่อยู่เนืองๆจากสงครามกลางเมืองในสมัย Tokugawa Ieyasu เรื่อยมาจนในปีค.ศ. 1665 ที่ปราสาทถูกเผาทำลายลง จนกระทั่งอีกเป็นร้อยๆปีให้หลังนั่นแหละ ปราสาทจึงถูกสร้างขึ้นใหม่ในปีค.ศ. 1931 ด้วยคอนกรีต และเป็นที่น่าเหลือเชื่อว่าปราสาทหลังใหม่ที่ยังสร้างค้างๆคาๆกันอยู่นั้นรอดจากการทิ้งระเบิดปูพรมจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่ระดมถล่มใส่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมาได้อย่างปาฏิหารย์ และการสร้างปราสาทหลังใหม่ก็ดำเนินเรื่อยมาทีละเล็กละน้อยจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายในในปี ค.ศ. 1997 นี่เอง
.
.
ปัจจุบันปราสาท Osaka ตั้งอยู่ในพื้นที่ๆล้อมรอบด้วยคูน้ำที่ใช้เป็นกลไกในการป้องกันภัยจากทหารข้าศึกฝั่งตรงข้าม
.

.
.
.
ภายในเกาะเมืองนั้นก็มีศาลเจ้าสำคัญอยู่หนึ่งแห่งนั่นคือศาลเจ้า Hokoku ซึ่งสร้างขึ้นเพิ่ออุทิศให้กับ Toyotomi Hideyoshi ขุนนางคนสำคัญในยุค Sengoku ซึ่งเป็นยุคที่กำลังรวบรวมหัวเมืองต่างๆที่แตกแยกให้มาเป็นหนึ่งเดียว
.

.
.
.
นอกจากนี่ยังมีอาคารที่เคยใช้เป็น Osaka City Museum ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 2001 ปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นที่จัดแสดงงานและขายสินค้าอาหารเมื่อมีงานเฉลิมฉลองของปราสาท Osaka
.

.
.
.
ขณะที่พื้นที่รอบๆปราสาทที่เรียกว่า Osaka-jo Koen หรือสวนสาธารณะแห่งปราสาท Osaka ก็เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีพื้อนที่ราว 2 ตารางกิโลเมตร รองรับการออกกำลังกายการเล่นกีฬายามว่างของคนในพื้นที่ สวนแห่งนี้มีสภาพที่ร่มรื่นเพราะปกคลุมไปด้วยต้นไม้และเป็นจุดชมซากุระที่สำคัญในทุกๆปีด้วย
.

.
.
.
ปัจจุบันปราสาท Osaka มีสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชม โดยที่ชั้นสูงสุดนั้นถือเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นนคร Osaka ได้รอบ เมื่อเดินออกมายังระเบียงด้วนความสูงขนาดนี้ลมจะแรงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ชั้นนี้ยังมีของทีระลึกขายให้กับนักท่องเที่ยว
.

.
ในขณะที่บางชั้นของปราสาทไม่อนุญาตให้เราถ่ายรูป เพราะเป็นที่เก็บเสื้อเกราะและอาวุธโบราณ แต่ในบางชั้นที่บอกเล่าถึงสงครามช่วงชิง Osaka เมื่อ 400 ปีที่แล้วก็สามารถถ่ายรูปได้
.
.
.
** มีเกร็ดเล็กน้อยเรื่องการสู้รบอันเป็นตำนานสืบทอดมาหลายร้อยปีว่า ในกาลนั้นมีนักรบมีฉายาอสุรกายโลหิตนามว่า Sanada Yukimura ผู้ปกป้องเมือง Osaka ที่แม้แต่ Tokugawa Ieyasu ผู้รุกรานได้ยินแม้เพียงชื่อก็ยังเสียวสันหลังวาบ ปี ค.ศ. 1615 Tokugawa Ieyasu ยกพลเข้าประชิด ปราสาท Osaka โดยตั้งค่ายอยู่ที่วัด Ishhin-ji เพื่อล้อมปราบไดเมียวตระกูล Sanada ที่กระด้างกระเดื่อง 4 มิถุนายน ในฤดูร้อนนั้น Yukimura นำไพร่พลแค่หยิบมือฝ่าเข้าไปตีทัพหน้าของ Ieyasu แตกพ่าย ไพร่พลของ Yukimura ทะลุทะลวงเข้าไปจนเกือบจะถึงตัว Ieyasuอยู่แล้ว ทว่าระหว่างการบุกตะลุยฝ่าวงล้อมเข้าไปทำให้ Yukimura ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไมาอาจจะเข้าต่อกรกับกองทหารองครักษ์ของ Ieyasu ได้อีก Yukimura จึงถูกจับมาบั่นคอในที่สุด จากเหตุการณ์นั้นทำให้ Osaka ได้ถูกผนวกเข้ามาในการปกครองของโชกุนตระกูล Ieyasu โดยสมบูรณ์**

หมู่บ้านสายรุ้ง Rainbow Village สถานที่เช็คอินชิคๆ ในเมืองไถจง ไต้หวัน

VIEW POST

เห็นสวยๆ แบบนี้ หมู่บ้านนี้มีที่มานะจ๊ะ เพราะว่า หมู่บ้านสายรุ้ง เป็นหมู่บ้านเก่าของทหารผ่านศึกในยุคสงครามกลางเมืองของจีนที่ลี้ภัยมาอยู่กันที่ไต้หวัน ที่ตอนแรกก็เกือบจะถูกรื้อทิ้งละ แต่ได้มีทหารเก่าชื่อ Huang Yung-Fu ปัจจุบันอายุ 95 ปี (2018) หรือเรียกกันว่า อากงฝู เป็นคนวาดรูปและลวดลายต่างๆ นี้เองทั้งหมด เป็นการส่งท้ายก่อนที่จะจากไป
.
.
จนวันหนึ่ง มีนักศึกษามหาวิทยาลัยใกล้เคียงผ่านมาเจอ ด้วยลายเส้นและสีสันที่สดใสสะดุดตา จึงมีการบอกต่อๆ กันจนทำให้หมู่บ้านสายรุ้งมีชื่อเสียงระดับประเทศ และมีการประกาศจากทางรัฐบาลให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองไถจง
.

.
.
.
ในหมู่บ้านสายรุ้งนอกจากจะเป็นสถานที่ที่ชิคๆ คูลๆ เหมาะแก่การถ่ายรูปแล้ว ยังมีร้านขายไอศกรีม ร้านขายของที่ระลึกต่างๆ และที่เจ๋งสุดนั่นก็คือการถ่ายรูปคู่กับอากงฝูตัวจริงเสียงจริงกันเลยค่ะ แต่ก็ตามธรรมเนียมนะคะ หลังถ่ายรูปแล้วเราอาจจะมีการบริจาคเงินสักเล็กน้อย เพื่อเป็นกำลังใจให้อากงได้สร้างสรรค์ผลงานนี้ต่อไป แล้วอากงก็จะมอบภาพวาดจากฝีมือของอากงฝูพร้อมลายเซ็นให้ไปคนละ 1 ภาพ ถ้าบริจาคเยอะหน่อยสัก 100 NT อากงก็จะให้ 2 ภาพไปเลย
.
.

.
.
ต้องขอบคุณ อากงฝู ที่วาดรูปเหล่านี้และฟื้นคืนชีวิตหมู่บ้านนี้ให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง และทำให้เรามีที่เที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกแห่ง ว่าแล้วก็อยากไปไต้หวันขึ้นมาเลย