ไฮเดลเบิร์ก เมืองในหุบเขาที่เเสนงดงาม

VIEW POST

เเน่นอนเลยว่าเเหล่งท่องเที่ยวในยุโรปนั้นมีความสวยงามเป็นอย่างมากด้วยบรรยากาศที่เเสนจะสวยงามอย่างมากเเถมโรเเมนติกสุดๆ เป็นอย่างยิ่ง โดยมีหลายประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายต่อหลายเเห่งด้วยกัน โดยอย่างที่ประเทศเยอรมนีนั้นก็นับว่ามีความสวยงามเเละน่าสนใจหลายเเห่งด้วยกัน เเละหนึ่งในนั้นก็คือเเหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามอย่าง ไฮเดลเบิร์ก ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีความสวยงามด้วยอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่สวยงามเเละน่าเที่ยวชมอย่างมาก
.
.
.
เมืองอย่าง Heidelberg นั้นมีความสวยงามเป็นอย่างมาก โดยมันตั้งอยู่ในหุบเขาของเเนวเทือกเขา Odenwald เเละอยู่ริมเเม่น้ำ Neckar ทำให้มีบรรยากาศที่งดงามเเละโรเเมนติกเป็นอย่างมากเลยทีเดียว พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของเมืองเเห่งนี้ พร้อมๆ กับประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานของเมืองที่ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 5 พร้อมกับอาคารสิ่งก่อสร้างที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมในเเบบโกธิคเเละโรเเมนติก ที่มีความสวยงามที่สอดเเทรกอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เเละเป็นอีกเมืองที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวไฮเดลเบิร์ก เป็นอย่างยิ่ง
.
.
สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเหมือนกับไฮไลท์ใน ไฮเดลเบิร์ก ก็เห็นจะเป็นปราสาทไฮเดลเบิร์ก ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือเมืองเเห่งนี้ โดยเป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงอย่างมากเเละเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซในยุคเรอเนสซองส์ เเต่ก็มีการสร้างทับตำเเหน่งเดิมหลายต่อหลายครั้งอย่างมาก จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างมาก โดยปราสาทเเห่งนี้นั้นเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมืองไฮเดลเบิร์ก โดยมีสวนที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างที่ 8 ของโลก ที่มีความสวยงามอย่างมาก เเต่น่าเสียดายที่ถูกทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
.

.
.
นอกจากนี้เเล้วในส่วนของเเหล่งท่องเที่ยวอื่นใน Heidelberg ก็มีมากมายหลากหลายจุดด้วยกัน โดนนักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นผ่านทางเดินหินต่างๆ ที่มีความสวยงาม โดยประตูชัย Karlstor ก็นับว่ามีความสวยงามเป็นอย่างมาก ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกให้กับเจ้าชาย Karl Theodor เเละมันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรที่สองข้างทางจะเต็มไปด้วยลานเบียร์เเละคาเฟ่ต่างๆ ที่น่ามานั่งชิลๆ เป็นอย่างมาก เเถมเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความนิยมมาเดินเที่ยวอย่างมากเลยทีเดียว ส่วนทางด้านของมหาวิทยาลัย ไฮเดลเบิร์ก ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีความเก่าเเก่เป็นอย่างมากเเละสวยงามน่ามาเที่ยวชม
.

.
.
.

.
โดยการเดินทางท่องเที่ยวไฮเดลเบิร์ก นั้นมีความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก เเต่เราอยากจะเเนะนำให้คุณลองใช้วิธีการเดินเล่นดูก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนรถรางนั้นก็จะพาคุณไปถึงปราสาทไฮเดลเบิร์ก ที่อยู่บนเนินเขาสูงที่มีความสวยงามเเละเดินทางสะดวกอย่างมาก
.
.
.
.
.
.
ขอบคุณข้อมูล

นครดูไบ จากหมู่บ้านประมงสู่มหานครโลก และเมืองที่จะมีความสุขมากสุดของโลกในปี 2021

VIEW POST

เมื่อ 30-40 ปีมาแล้ว คนในประเทศต่างๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินหรือรู้จักเมืองที่ชื่อดูไบ ถ้ามีคนถามว่าดูไบอยู่ที่ไหน บางคนอาจจะคิดว่าอยู่ในแอฟริกา เพราะแทบไม่มีข่าวอะไรเกี่ยวกับเมืองนี้เลย ในอดีต ดูไบเป็นหมู่บ้านประมง และเมืองท่าเรือค้าขายเล็กๆ ของอ่าวเปอร์เซีย ไม่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้เลย เพราะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทะเลทราย
.
แต่ทุกวันนี้ คนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรู้สึกได้ว่า ดูไบไม่ได้อยู่ไกลจากประเทศตัวเองเลย การมีที่ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง แม้จะเป็นภูมิภาคที่มีเหตุการณ์ร้อนแรงทางการเมืองเกิดขึ้นไม่ได้หยุด แต่ก็เป็นจุดศูนย์กลางด้านภูมิศาสตร์โลก ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวกลับสร้างจุดแข็งและความได้เปรียบให้แก่ดูไบ โดยเฉพาะในเรื่องการขนส่งทางอากาศ
.
ปัจจุบัน ดูไบกลายเป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องการพัฒนา จากอดีตที่เคยเป็นเมืองท่าเรือ ประเทศที่เศรษฐกิจอาศัยรายได้จากน้ำมัน แล้วก็สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาน้ำมัน มาเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีความหลากหลาย สามารถสร้างความมั่งคั่งที่ทดแทนอุตสาหกรรมเก่าๆ และกำลังจะกลายเป็น “มหานครโลก” แบบเดียวกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ในรายงาน World Happiness Report 2017 ของสหประชาชาติ ที่จัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ระบุว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งดูไบเป็นรัฐสมาชิกหนึ่ง อยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก แต่เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย
.
.
การพัฒนาที่ไม่พึ่งพาน้ำมัน
ดูไบนำความมั่งคั่งที่ได้จากน้ำมันในระยะแรก คือช่วงทศวรรษ 1960-1970 ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับธุรกรรมด้านพาณิชย์ต่างๆ ที่ต่อมาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาที่รวดเร็วในทศวรรษ 1970 และ 1980 ทุกวันนี้ ดูไบกลายเป็นตัวอย่างโมเดลการพัฒนาของประเทศที่มีทรัพยากรด้านพลังงาน แต่ไม่อิงอาศัยน้ำมันเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ เมื่อถึงกลางทศวรรษ 1990 แหล่งน้ำมันดิบสำรองของดูไบลดลงไปมาก แต่ดูไบก็ได้กระจายธุรกิจออกไปด้านต่างๆ จนธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของ GDP
.
ดูไบค้นพบน้ำมันครั้งแรกในปี 1966 และเริ่มมีรายได้จากน้ำมันในปี 1969 ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของดูไบมีประมาณ 4 พันล้านบาร์เรล ปี 1991 การผลิตน้ำมันดิบมีปริมาณสูงสุดถึงวันละ 4 แสนบาร์เรล ทุกวันนี้ ดูไบผลิตน้ำมันดิบแค่ 5-7 หมื่นบาร์เรลต่อวันเท่านั้น มีการคาดหมายกันว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรองของดูไบจะหมดไปในอีก 20 ปีข้างหน้า เปรียบเทียบกับอาบูดาบี รัฐเพื่อนบ้าน ที่สามารถผลิตน้ำมันดิบวันหนึ่ง 2.5 ล้านบาร์เรล ดูไบจึงต้องเสี่ยงที่จะนำรายได้จากน้ำมันไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนที่น้ำมันดิบจะหมดไป
.
กลยุทธ์การกระจายธุรกิจของดูไบคือ การสร้างเศรษฐกิจที่มีองค์ประกอบที่สมดุล ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้านพาณิชย์ การพัฒนาอุตสาหกรรมเบา การสร้างเขตเศรษฐกิจ “ฟรีโซน” สำหรับธุรกิจเฉพาะ การส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว “ระดับหรูหรา” และอสังหาริมทรัพย์สำหรับนักลงทุนต่างชาติ กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ดูไบเป็นประเทศที่มีการลงทุนต่างประเทศต่อหัวประชากร มากกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาหรับ ทุกวันนี้ หลายประเทศในภูมิภาคนี้ได้นำกลยุทธ์เดียวกันนี้ไปใช้ เช่น อาบูดาบี กาตาร์ เป็นต้น
.
.
โครงสร้างพื้นฐานด้านพาณิชย์
ปี 1972 ดูไบตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญโครงการแรก คือ การสร้างท่าเรือน้ำลึก Port Rashid ให้เป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่สุดของโลก และเปิดดำเนินการในปี 1979 ทุกวันนี้ Dubai Ports World เป็นบริษัทที่บริหารท่าเรือใหญ่อันดับ 4 ของโลก และยังไปร่วมลงทุนในท่าเรือของหลายประเทศ ต่อมาในปี 1985 ดูไบได้ตั้งเขตเศรษฐกิจฟรีโซนบริเวณท่าเรือ เพื่อให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยสามารถนำเข้าแรงงานและเงินทุนได้ไม่จำกัด
.
การลงทุนที่สำคัญอีกโครงการหนึ่งคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศ ในปี 1985 ดูไบตัดสินใจตั้งสายการบินของตัวเองขึ้นมา คือ สายการบิน Emirates เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ดูไบเป็นศูนย์กลางการบินโลก (global hub) ส่วนการลงทุนปรับปรุงสนามบินนานาชาติดูไบก็ทำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน สนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) มีผู้โดยสารปีหนึ่งกว่า 70 ล้านคน ในปี 2010 ดูไบเปิดใช้งานเฟสแรกของสนามบินใหม่แห่งที่ 2 ชื่อ Al Maktoum International Airport เมื่อสนามบินใหม่นี้เสร็จสมบูรณ์ จะเป็นสนามบินใหญ่สุดของโลก มีทางขึ้นลงเครื่องบิน 5 เส้นทาง อาคารผู้โดยสาร 4 แห่ง และรองรับผู้โดยสารปีหนึ่ง 160 ล้านคน สายการบิน Emirates จะย้ายมาที่สนามบินใหม่ทั้งหมดในปี 2025
.

.
.
ธุรกิจท่องเที่ยว
ในเรื่องธุรกิจท่องเที่ยว ความสำเร็จที่โดดเด่นมากของดูไบคือ การดึงการลงทุนจากต่างประเทศในด้านธุรกิจท่องเที่ยวระดับหรูหรา ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 อาศัยประโยชน์จากประเทศในยุโรปที่มีฤดูหนาวยาวนาน สำหรับนักท่องเที่ยวยุโรปที่หนีฤดูหนาว ดูไบจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่แทนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือประเทศแถบทะเลแคริเบียน ปัจจุบัน ดูไบยังกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการศึกษาด้วย
.
ธุรกิจท่องเที่ยวของดูไบประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว นับเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ในทศวรรษ 1950 ดูไบยังไม่มีโรงแรมเลยสักแห่งหนึ่ง โรงแรมแห่งแรกชื่อ Airport Hotel สร้างติดกับสนามบินดูไบ เพื่อให้ลูกเรือของสายการบินได้พัก เมื่อเครื่องบินมาดูไบ ในปี 2010 ดูไบมีโรงแรมที่มีห้องพักทั้งหมดกว่า 67,000 ห้อง อัตราการเข้าพักสูงสุดในโลก ปลายทศวรรษ 1990 ดูไบเริ่มเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นตลาด high-end โดยลงทุนสร้างโรงแรมที่หรูหราที่สุดของโลก ชื่อ Jumeirah Beach Hotel ที่เปิดบริการในปี 1997 ในปี 1999 โรงแรมระดับ 7 ดาวที่มีรูปทรงคล้ายเรือใบชื่อ Burj Al-Arab เปิดให้บริการ
.

.
การท่องเที่ยวของดูไบยังอาศัยกลยุทธ์การสร้างดูไบให้เป็นศูนย์กลางความบันเทิง ธุรกิจความบันเทิงในดูไบเติบโตรวดเร็วมากแบบเดียวกับธุรกิจโรงแรม ในทศวรรษ 1960 ดูไบมีร้านอาหารและโรงภาพยนตร์อยู่ไม่กี่แห่ง ในปี 2003 ดูไบประกาศลงทุนสร้างสวนสนุกใหญ่สุดในโลกมีชื่อว่า Dubailand ที่ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างจำลอง เช่น หอไอเฟล พีระมิด และจูราสสิกปาร์กที่จะมีไดโนเสาร์เดินเพ่นพ่าน สวนสนุกใช้เงินลงทุน 62 พันล้านดอลลาร์ คาดว่าจะเปิดในปี 2020
.
กลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จมากอีกอย่างคือ เทศกาลช็อปปิ้งประจำปีของดูไบที่มีขึ้นครั้งแรกในปี 1996 ในปีแรกของการจัดงานก็สร้างรายได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ดูไบยังใช้กลยุทธ์การจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก เช่น การแข่งม้า กีฬากอล์ฟเรียกว่า Dubai Desert Classic และการแข่งเทนนิส ATP Tour กิจกรรมกีฬาระดับโลก ทำให้นักกีฬาระดับนำของโลกเดินทางมาดูไบ ทำให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมสูงขึ้น
.
.
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
การลงทุนของดูไบด้านอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนต่างชาติเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อกลางทศวรรษ 1990 ดูไบยังไม่มีตลาดอสังหาริมทรัพย์เลย การลงทุนด้านนี้มีเป้าหมายต้องการให้นักท่องเที่ยวซื้ออสังหาริมทรัพย์ สำหรับเป็นที่พักเพื่อการพักผ่อน หรือซื้อเพื่อให้เช่าต่อ ตึก Burj Khalifa ที่สูง 828 เมตร เปิดในปี 2010 และเป็นตึกที่สูงสุดของโลก ทุกวันนี้ Burj Khalifa เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของดูไบ แบบเดียวกับตึก Empire State ของนิวยอร์ก ที่ดูวิวของ Burj Khalifa มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปดูวิวปีหนึ่งล้านกว่าคน
.
แต่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงมากคือ Palm Jumeirah อสังหาริมทรัพย์บนเกาะที่สร้างขึ้นมาใหม่ในอ่าวเปอร์เซีย โครงการประกอบด้วยบ้านพักแบบวิลลา และอพาร์ตเมนต์ บริษัท Trump Organization ของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ร่วมลงทุนด้วย โครงการนี้เป็น 1 ใน 3 ของโครงการ Palm Islands คนที่มีชื่อเสียงหลายคนซื้อบ้านพักใน Palm Jumeirah เช่น David Beckham, Michael Schumacher และ Rod Stewart เป็นต้น ความสำเร็จของดูไบทำให้รัฐอื่นๆ ของ UAE หันมาลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาบูดาบี
.

.
กระทรวงความสุข
ในปี 2016 UAE ตั้งกระทรวงความสุขขึ้นมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแผนงาน UAE Vision 2021 ที่กำหนดให้การตัดสินใจของรัฐบาลมีศูนย์กลางอยู่ที่การทำให้ความเป็นอยู่และความสุขของประชาชนดีขึ้น UAE มีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดของโลก แม้องค์กรเช่น Human Right Watch หรือ Amnesty International จะวิจารณ์ว่า กระทรวงความสุขของ UAE เป็นการพูดอย่างทำอย่าง แต่ Mark Wiking จากสถาบัน Happiness Research Institute ของเดนมาร์ก กล่าวกับ CNN ว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ความสุขจะเป็นหัวใจของนโยบายสาธารณะและเป็นเป้าหมายของรัฐบาล
.
.
.
.
ขอบคุณข้อมูล

10 ข้อท่องไว้ก่อนไปญี่ปุ่น เทคนิคกันหลงทาง ทริคเด็ดๆเมื่อหลงทาง

VIEW POST

ปัจจุบันการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มักจะเลือกวิธีการเดินทาง มาเที่ยวด้วยตัวเองเพิ่มสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง การกำหนดระยะเวลา มีความอิสระในการท่องเที่ยว และสิ่งสำคัญก็คือ เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น แผนที่ ป้ายบอกทางที่มีภาษาต่างชาติ ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสะดวก ราบรื่น และง่ายขึ้นกว่าเดิม
.
แต่ในการท่องเที่ยวก็ยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะการเดินทางมาเป็นกลุ่ม อาจจะมีการพลัดหลงทางกันเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแน่นนอนค่ะ ถ้าเราเป็นคนที่หลงกับเพื่อน และไม่มีไวไฟติดต่อเพื่อนได้ เราจะต้องทำกันอย่างไรดี พี่หมีมีคำตอบและข้อควรปฏิบัติมาดูกันเลย
.
.
1. นัดแนะสถานที่เจอทุกครั้งก่อนเดินเที่ยว
เพื่อเป็นการป้องกันการพลัดหลง โดยเฉพาะสาวๆ เมื่อเดินผ่านเข้าร้านเครื่องสำอางค์ หรือ ร้านเสื้อผ้า มักจะลืมคนรอบข้างไปทันตา พอช้อปปิ้งได้ของ ออกมาจากร้านเพื่อนๆ ก็หายกันไปหมดแล้ว ขอแนะนำว่า ควรนัดแนะสถานที่เผื่อเอาไว้ ป้องกันการพลัดหลง แม้จะมากันแค่ 2คนก็ตาม ต่อให้หากันไม่เจอก็ต้องกลับมารอยังสถานที่ ที่นัดกันไว้
.

.
2. กลับไปรอยังสถานที่สุดท้ายที่เจอกัน
ถ้าหากไม่ได้มีกันนัดแนะสถานที่เจอกัน แล้วเกิดการพลัดหลง ก็มีหลายวิธีที่จะทำได้ แต่หนึ่งในนั้นที่เจ้ทำบ่อยๆ และอย่างไรก็ไม่หลงกันแน่ๆ ก็คือ การกลับไปรอ ยังสถานที่สุดท้ายที่เจอกัน เพราะคนที่เค้าหาเราไม่เจออย่างไร ก็จะเดินย้อน กลับไปยังเส้นทางเดิม เพื่อหาเราอย่างแน่นอน
.
3. หาไวไฟฟรี
เพื่อติดต่อกับเพื่อน ในประเทศญี่ปุ่นมีบริการฟรีไวไฟ ไว้คอยบริการลูกค้าที่มีใช้บริการ และนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้ออย่าง Lawson, 7-11, Starbucks และสถานีรถไฟใต้ดิน อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่นี่ ฟรีไวไฟ ถ้าหากเราหาเพื่อนไม่เจอจริงๆ ตั้งสติ และลองมองรอบๆ ข้างตัวดูว่ามีร้านเหล่านี้อยู่หรือไม่ ถ้ามีก็ตรงไปยังร้านเหล่านั้น และต่อไวไฟ เพื่อติดต่อเพื่อน และ share location ให้เพื่อนได้ทราบพิกัด แต่ข้อนี้เวลาคนที่หลงทางมักจะนึกไม่ค่อยได้ เพราะสติกระเจิงไปแล้ว
.

.
4. ควรมีนามบัตร & แผนที่โรงแรมติดตัวเอาไว้
เผื่อหลงทางกับเพื่อนอย่างไรแล้วไม่มีวี่แววว่า เพื่อนจะตามหาเราเจอแน่ๆ เราก็ต้องช่วยตัวเองโดยการหาทางกลับไปยังโรงแรมที่พักให้ได้ โดยการถามทางจากคนบริเวณนั้น, เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่รถไฟ และเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยว (Tourist information) ฯลฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ ถึงแม้จะคุยกันคนละภาษาแต่เจ้เชื่อว่า คนญี่ปุ่นเค้ามีน้ำใจค่ะ ถึงเค้าจะบอกทางเราเป็นภาษาที่เราเข้าใจไม่ได้ ให้สังเกตภาษากาย กิริยาท่าทางของเค้า ถ้าเป็นเรา เราก็ต้องทำทุกทางให้คนรับสารเข้าใจให้ได้มากที่สุด ถ้าโชคดีเจอคนใจดีบางทีเค้าก็เดินพาเราไปส่งยังจุดหมายเลยก็มี
.
5.จดจำเส้นทาง & สถานที่สำคัญ
ระหว่างเดินทางเราอาจจะเพลิดเพลินกับสิ่งจูงใจ สิ่งแปลกใหม่ ละลานตารอบๆ ตัว จนอาจทำให้จดจำเส้นทาง หรือ สถานที่สำคัญๆ ไม่ได้ ข้อนี้ขอแนะนำว่า ควรมองรอบๆ จดจำร้านค้า หรือ แลนด์มาร์กอะไรเด่นๆ เอาไว้ เพราะอย่างน้อยถ้าเกิดพลัดหลง เราจะได้ย้อนเส้นทางเดินไปยังสถานที่สุดท้ายที่เราเจอกับเพื่อนๆ หรือ สถานีรถไฟ และ ที่จอดรถได้อย่างถูกต้อง
.
6.ควรศึกษาเส้นทางการเดินทางเผื่อเอาไว้บ้าง
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนแพลนเที่ยว หรือ ผู้นำทริป แบบที่ว่าเพื่อนไปไหนเราไปด้วยขอเป็นผู้ตามอย่างเดียว เดี๋ยวเพื่อนก็พาเราไปถึงจุดหมายได้ แต่ในความเป็นจริง ถึงเราจะเป็น follower แต่เราก็ควรรู้เส้นทางการเดินทางติดไว้เป็นความรู้บ้าง เพราะผู้ติดตามในยามหลงทางก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย ป้องกันเอาไว้ดีกว่า
.

.
7.ควรเขียนรายละเอียดใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงของเด็ก
หากคนที่หลงทางไม่ใช่ผู้ใหญ่แต่เป็นเด็กน้อย เราก็ควรป้องกันเอาไว้ก่อน โดยการเขียนรายละเอียด ของผู้ปกครอง เบอร์ติดต่อ ที่พักโรงแรม เป็นภาษาอังกฤษ ใส่เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ หรือ กระเป๋ากางเกงของเด็กทุกครั้ง และทำการติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณนั้นๆ เพื่อช่วยในการติดตาม และอาจจะต้องสอนบุตรหลานทุกครั้งก่อนออกเดินทางว่า ถ้าเกิดพลัดหลงกับผู้ปกครอง ควรจะให้รอตรงจุดสุดท้ายที่เจอกัน หรือไม่ก็ให้ไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ร้านค้าที่อยู่บริเวณนั้นๆ แต่ทางที่ดี จับมือกันให้มั่น ป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่า
.
8.หากลงรถไฟไม่ทันเพื่อน ให้นั่งไปลงสถานีหน้าแล้วนั่งย้อนกลับมาเจอเพื่อนๆที่สถานีเดิม
เหมือนจะเป็น common sense แต่ในยามคับขัน มักจะสติแตกจนนึกไม่ถึงว่าจะต้องทำอย่างไร วิธีนี้ง่ายที่สุด ส่วนเพื่อน ๆ ก็ขอให้รอที่ชานชลา ลุ้นให้เพื่อนที่นั่งเลยไปกลับมาได้อย่างปลอดภัย ส่วนเพื่อนที่อยู่บนรถไฟ พอถึงสถานีหน้า ก็ให้ลงจากรถไฟแล้ว นั่งรถไฟย้อนกลับไป แต่เพื่อความชัวร์ ให้ถามเจ้าหน้าที่ว่าจะไปยังสถานีที่นั่งเลยมา ต้องไปขึ้นรถไฟขบวนไหน ชานชลาไหน แล้วตั้งสติเอาไว้ ยังไงก็ต้องเจอเพื่อนอย่างแน่นอน
.

.
9.หากวิ่งขึ้นรถไฟไม่ทันเพื่อน ต้องทำอย่างไร…ใครรู้บอกที
ใครเคยมีอาการแบบนี้บ้าง คือรถไฟมาแล้วต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟด้วยความเร่งรีบ ตัวเองวิ่งทัน แต่ลืมนึกไปว่า คนที่มาด้วยนั้น เพื่อนอาจจะขาสั้นวิ่งไม่ทันเรา แต่มานึกได้อีกที ตัวเราอยู่บนรถไฟ และประตูปิดไปแล้ว แต่เพื่อนก็ยังไม่ได้ขึ้นรถไฟ อย่างแรกต้องตั้งสติ! ทั้งคนนำทริป และคนตาม
– ถ้าเรามั่นใจว่าเพื่อนรู้แน่นอนว่าปลายทาง เราจะไปลงสถานีอะไรเราก็ไปรอที่สถานีเป้าหมาย ที่เราจะไปได้เลย ส่วนเพื่อนถ้าขึ้นรถไฟไม่ทันก็ไม่ต้องตกใจนะคะ สอบถามเจ้าหน้าที่รถไฟ ว่าขบวนรถไฟถัดไปจะจอดสถานีปลายทางที่เราจะลงหรือไม่ (เพราะรถไฟบางขบวนเป็นรถด่วน อาจจะไม่จอด สถานีที่เราจะลงก็ได้ถามไว้ก่อนเพื่อความชัวร์) และก็รอขึ้นรถไฟเพื่อไปเจอกับเพื่อน หรือถ้าสามารถติดต่อกันผ่านทางไวไฟได้ ก็นัดแนะเส้นทางกันได้เลย แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีไวไฟ ติดต่อกันได้ ก็ต้องทำตามวิธีที่บอก
.
– ถ้ามั่นใจแน่ๆว่าเพื่อนไม่รู้สถานีปลายทางอย่างแน่นอน แนะนำว่าให้เราลงสถานีหน้า แล้วนั่งรถไฟย้อนกลับไปหาเพื่อนยังสถานีเดิม เพราะเพื่อนที่ไม่รู้อะไรเลยก็คงจะรออยู่ตรงนั้น(ที่เดิม) และไม่กล้าที่จะไปไหนอย่างแน่นอน
.
10.หาเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเหลือ
ถ้าท้ายที่สุดจริงๆ เราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว หรือ มันเกินกำลังจริงๆ แนะนำว่าให้หาเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ป้อมตำรวจ ซึ่งที่ญี่ปุ่นจะเขียนว่า KOBAN อย่างน้อยถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เค้าก็จะพยายามให้ความช่วยเหลือ เราอย่างเต็มที่แน่นอน

สงสัยกันไหม?? ทำไมประเทศฮังการีถึงแปลกไปจากประเทศอื่นๆในยุโรป

VIEW POST

วันนี้พี่หมีมีความสงสัยในประเทศฮังการี สงสัยตั้งแต่ชื่อประเทศว่าทำไมมันดูแปลกๆ ภาษาและวัฒนธรรมก็มีเป็นของตัวเอง และเหมือนว่าจะเป็นประเทศเก่าแก่ที่ไม่ค่อยจะมีการเปลี่ยนแปลงของอาณาเขตมากนัก และอีกอย่างที่แปลกคือ ฮังการีเป็นพวกยุโรปที่สมัยโบราณขี่ม้าเก่งคล้ายๆพวกรัสเซียและมองโกล อาจเป็นเพราะภูมิประเทศด้วยหรือไม่นะ ที่ทำให้ประเทศนี้ไม่เหมือนประเทศอื่นๆในยุโรป ตามพี่หมีมาดูดีกว่า
.
.
ประเทศฮังการีเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์มากประเทศหนึ่งเลย ภาษาที่คนฮังการีใช้ก็มีความแปลก และมีเอกลักษณ์มากเช่นกัน ภาษาฮังการี(ม็อดยอร์)เป็นภาษาแทบไม่มีภาษาอื่นใกล้เคียง ภาษาที่คล้ายอยู่บ้างก็มีอยู่แถบยุโรปเหนือกับไซบีเรีย ซึ่งมีเพียงศัพท์บางคำเท่านั้นที่คล้ายกัน ภาษาฮังการีแกรมม่ายากมาก คำ ๆ หนึ่งสามารถต่อหางได้ยาวเป็นสิบพยางค์ เช่น คน(ember ; แอมแบร์), คนหลายคน(emberek ; แอมแบแร้ก), เพื่อคนหลายคน(embereknek ; แอมแบแร้กแน้ก) การสร้างประโยคภาษาฮังการีนั้นยากกว่ามาก เพราะมีการผันคำ(ต่อหาง)ทุกคำในประโยค และคำในประโยคสลับกันได้อีก (ยกตัวอย่างประโยค ฉันกินแอปเปิ้ล Almát eszek. (ออลม็าต แอแส็ก ; แอปเปิ้ล+ต – กิน+ฉัน) ออลม้อ(alma) คือ แอปเปิ้ล เติมตัวทีเข้าไปให้เป็นกรรมของประโยค กลายเป็นออลมาท(almát) คำว่ากิน(enni) ผันรูปให้เป็นฉันกินว่า eszek(แอแส้ก) ฯลฯ) ภาษาฮังการีใช้สระแอกับสระออเยอะมาก เพื่อในการผันคำต่อหาง เสียงจะได้เพราะขึ้น
.
อาหารฮังการีนั้นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนประเทศยุโรปกลางประเทศอื่น อาหารฮังการีใช้ปาปริก้าเป็นส่วนผสมเยอะมาก และมีการใส่เครื่องเทศอื่นๆให้เข้มข้น หน้าตาคล้ายแกงไทย แต่ไม่เปรี้ยว อาหารฮังการีมักจะใส่หอมหัวใหญ่ กระเทียม ซอร์ครีม และไขมัน ในการทำอาหาร คนฮังการีดื่มทุกอย่าง แต่ที่เป็นเครื่องดื่มประจำบ้านของที่นี่ เป็นเหล้ากลั่นผลไม้ มีชื่อว่า ปาลิงก้า วิธีทำก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็เอาผลไม้ไปหมักแล้วกลั่นไอเป็นน้ำเหมือนเหล้าขาวของประเทศไทย หน้าร้อนในฮังการีมีเทศกาลปาลิงก้าทุกปี คนที่นี่ชอบถึงขนาดที่ว่าแต่งเพลงให้ไอ้ปาลิงก้านี่เลบ
.
คนฮังการีนั้นมีความชาตินิยมสูงมาก การบริโภคอาหารหรือสิ่งของใช้สอยต่างๆนั้น คนฮังการีมักจะเลือกซื้อของที่ผลิตในประเทศมากกว่า คนฮังการีโหยหาอดีตของตัวเองมาก เมื่อก่อนประเทศฮังการีเคยมีขนาดใหญ่โต แต่หลังสงครามโลกครั้งที่1 ประเทศก็โดนแบ่งออก เหลือเพียง30% ทำให้มีคนฮังการีพลัดถิ่นอยู่มาก โดยเฉพาะในทรานซิลเวเนีย และสโลวาเกียตอนล่าง คนฮังการีจัดงานรำลึกทุกปีถการเสียดินแดน คนฮังการีถือว่าบทกลอน บทประพันธ์ของประเทศฮังการีนั้นไพเราะ
และการเต้นพื้นเมืองฮังการีนั้นถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวฮังการีหวงแหนอนุรักษ์ไว้ ฮังการีมีประชากรเพียง10ล้านคนเท่ากรุงเทพฯ แต่มีนักวิทยาศาสตร์ชาวฮังการีที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง14คนเลยทีเดียว และมักจะได้เหรียญทองโอลิมปิกโปโลน้ำและสเก็ตน้ำแข็งเสมอ
.

.
ประเทศฮังการีเป็นเหมือนศูนย์กลางของวัฒนธรรมยุโรป ทั้งเยอรมัน และสลาฟวิก ชาวฮั่น รวมไปถึงตุรกีเข้าไว้ด้วยกัน เป็นมนตร์เสน่ห์แห่งยุโรปกลาง ที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง ทั้งกรุงบูดาเปสต์ เมืองสองฟากแม่น้ำดานูบ ที่ในสมัยตอมมิวนิสต์ คนรัสเซียถึงกับเรียกเมืองนี้ว่าไข่มุกแห่งยุโรปตะวันออก ทะเลสาบบอลอโต็นที่กว้างสุดขอบฟ้า ล่องลำน้ำดานูบ ทานกูยาช อาหารประจำชาติ หากได้มาเที่ยวยุโรป ฮังการีเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบ็กแพ้กอีกที่หนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลย!

หอเอนเมืองปิซ่า เอนแต่ทำไมไม่ล้ม เพราะอะไรมาดุความลับนี้กัน

VIEW POST

หอเอนเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา หนึ่งในสามสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ในจตุรัสดูโอโม เป็นหอระฆังรูปทรงกระบอก 8 ชั้น สูงถึง 56 เมตร สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวน้ำหนักรวมถึง 14,500 ตัน หอปิซ่าเอนตั้งใจหรืออุบัติเหตุ หลายคนสงสัยว่าหอคอยเมืองปิซ่านี้ถูกออกแบบมาให้คนตั้งคำถามว่าทำไมถึงเอนแบบจงใจ เหมือนสมัยนี้ที่มีดีไซน์แหวกๆหลากหลาย พวกบ้านกลับหัวตีลังกาก็ยังมี หรือเป็นเพียงเหตุการณ์ไม่คาดคิดมาก่อนกันนะ


.
.
.
คำตอบคือ เดิมที หอเอนเมืองปิซ่าก็จะสร้างขึ้นมาให้เป็นหอตรงตั้งตรงเหมือนตึกทั่วไป หอนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1173 สร้างไปสัก 1 ใน 3 หอก็เริ่มเอียง เพราะดินใต้พื้นไม่มีชั้นหิน เป็นโคลนดินนิ่มๆ ก็เลยทรุดตัวจนหอเอนไปด้านทิศเหนือเล็กน้อย ทางผู้ก่อสร้างจึงหยุดก่อสร้างไป เพราะกลัวจะถล่มลงมา อีกประมาณ 100 ปีถัดมา ในปี ค.ศ.1272 Giovanni di Simone ก็ได้มาสร้างต่อจากของเดิม โดยพยายามสร้างชั้นบนให้ถ่วงไปด้านตรงข้ามก็คือด้านทิศใต้ (เป็นด้านที่เอียงอยู่ตอนนี้) เพื่อลดความลาดเอียงที่เกิดขึ้น สร้างยังไม่ทันเสร็จ ก็ต้องหยุดสร้างเพราะเกิดสงคราม กว่าหอเอนนี้จะสร้างเสร็จเรียบร้อยก็นั่นเลยปี ค.ศ.1372 เรียกว่ากว่าจะมีให้เห็นอย่างทุกวันนี้ใช้เวลาสร้างร่วม 200 ปีเลยทีเดียว

ในปี ค.ศ.1935 วิศวกรก็เลยปรับปรุงฐานให้หอเอนนี้หนาแน่นด้วยการเทคอนกรีตลงไปที่ฐานราก เพื่อยึดฐานของหอให้มั่นคงขึ้น เพื่อหยุดการโน้มเอียง แต่หอนี้ยังคงเอียงไปทางทิศใต้เรื่อยๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1990-2001 ได้มีการปรับปรุงอีกครั้งเพื่อสร้างความแข็งแรงไม่ให้หอล้มครืนลงมา แต่ก็ยังไม่เป็นผล จนปัจจุบันหอเอนปิซ่ายังค่อยๆ โน้มตัวเอนลงเรื่อยๆ ถึงประมาณ 13 องศาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายท่านระบุว่า หอเอนมีโอกาสพังถล่มลงมาแน่นอน โดยทุกๆ 20 ปี หอคอยแห่งนี้จะเอนลง 1 นิ้ว


.
.
.
อีกเรื่องที่น่าสนใจของหอเอนปิซ่านี้ คือ นักดาราศาสตร์ชื่อดังของโลก กาลิเลโอ กาลิเลอี เคยทำการทดลองน้ำหนักของวัตถุ และกฏแห่งแรงดึงดูดของโลก (กฎนิวต้น) เป็นผลสำเร็จ ณ ที่หอเอนแห่งเมืองปิซ่าแห่งนี้ แต่ถ้าจะถามว่า ทำไมบุคคลชื่อดังท่านนี้ต้องไปทดสอบที่หอเอนปิซ่า อันนี้ยังไม่มีใครทราบได้นะจ๊ะ

ไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่อยากไปเที่ยวต่างประเทศต้องทำยังไง?

VIEW POST

มีหลายคนที่อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศดูสักครั้งแต่ดันพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งได้แค่ snake snake fish fish กลัวว่าจะไปไหนไม่รอด สุดท้ายก็เลยได้แต่Amezing Thailand แทบทุกซอกทุกมุม แต่ไม่เคยได้ไปเยือนต่างแดนสักที อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดด้านภาษามาเป็นอุปสรรคในการท่องโลก เพราะไม่ใช่ทุกประเทศทั่วโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสื่อสาร หรือถึงแม้จะใช้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะวันนี้พี่หมีได้รวบรวมเอาข้อแนะนำดีๆ สำหรับผู้ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่อยากเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมาไว้ให้แล้ว
1.จงมั่นใจเข้าไว้ อย่ากลัว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามหากคุณมีความมั่นใจซะอย่างหนทางที่จะประสบความสำเร็จ ก็มากกว่าครึ่งแล้ว
2.พูดเท่าที่ได้snake snake fish fish ตามประสานั่นแหละ ไม่จำเป็นต้องเป๊ะถูกหลักไวยากรณ์ คิดคำไหนออกก็พูดมาเลยโดยเฉพาะคีย์เวิร์ดสำคัญพยายามจำเอาไว้แล้วพูดออกมาเดี๋ยวคนฟังก็ปะติดปะต่อได้และเข้าใจเอง
3.ใช้ภาษามือและรูปภาพประกอบ อย่างเช่นโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อย่าลืมปริ๊นท์รูปภาพเหล่านั้นติดไปด้วย หรือไม่ก็แค็ปหน้าจอมือถือหรือแท็ปเล็ตแล้วเซพเอาไว้เพื่อจะช่วยให้ถามทางได้ง่ายขึ้น
4.พยายามศึกษาแผนและวิธีการเดินทางให้มากที่สุด ซึ่งมีผู้รีวิวข้อมูลเอาไว้มากมายในเสิร์จเอนจิ้นทั้งหลาย และเมื่อคุณทราบข้อมูลเหล่านั้นมากเท่าไหร่คุณก็จะสามารถไปไหนมาไหนได้เองจนบางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับใครเลยก็ได้
5.ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ แอปพลิเคชั่นไหนที่เขาแนะนำว่ามีประโยชน์ต่อการเดินทางก็โหลดเก็บเอาไว้ในสมาร์ทโฟนซะ อย่างเช่น Google Map และสำหรับผู้ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ แอปพลิเคชั่นที่จะช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นก็คือ Google Translate

6.คำพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้บ่อยๆ เช่น Hello, Thank you, Excuse me, Sorry ประโยคพื้นฐานต่างๆ ที่ต้องใช้ตามโรงแรม ร้านอาหาร ควรฝึกเอาไว้เพราะคุณต้องได้ใช้แน่ๆ หรือถ้าไปในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ก็ควรฝึกคำพื้นฐานของประเทศนั้นๆ เอาไว้ อย่างน้อยก็คำทักทายและคำขอบคุณ
7.ยิ้มแย้ม สุภาพเข้าไว้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ใครก็ตามยินดีจะให้ความช่วยเหลือคุณด้วยความเต็มใจ และถึงแม้บางคนจะสื่อสารกับคุณไม่เข้าใจเขาก็จะพยายามหาคนที่สื่อสารเข้าใจมาช่วยเหลือคุณให้ได้

วิธีรับมือเมื่อหลงทางในต่างแดน ทริคเด็ดๆในการเอาตัวรอด

VIEW POST

เคยไหมที่รู้สึกว่าไม่กล้าออกไปท่องโลกเพราะมีกำแพงด้านภาษา? เคยไหมที่รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวยามอยู่ต่างแดน? เคยไหมที่หลงทางแล้วอยากจะร้องไห้มันซะตรงนั้น? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าได้ลองอ่านสิ่งที่พี่หมีแนะนำ เพราะพี่หมีมีทริคเด็ดๆและวิธีการรับรับมือเมื่อเราหลงทางและการตัวรอด ตามพี่หมีมาดูกันดีกว่าว่าจะมีวิธีอะไรบ้าง

✔️จองโรงแรมหรือ HOSTEL ที่มั่นใจว่าพูดภาษาอังกฤษได้
แน่นอนว่าเราต้องหาคนที่สามารถพึ่งพาได้ซักคนนึงก่อน โดยระหว่างทริป คน ๆ นี้นี่แหละที่จะมีความสำคัญกับเราอย่างที่สุด โดยจะถามทาง กางแผนที่ หรือติดต่อเช่าอะไรต่าง ๆ ก็ต้องถามหาเขาคนนี้นี่แหละ ฉะนั้นก่อนจองโรงแรม ลองดูฟีดแบคจากรีวิวให้ดีก่อน ว่าพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้

✔️เก็บชื่อสถานสำคัญในภาษานั้นๆ ติดตัวไว้
เป็นวิธีที่ได้ผลแน่นอนมากกว่าการพยายามออกเสียงให้ถูกต้อง โดยในหลายๆภาษา ถึงเราพยายามออกเสียงยังไงก็ไม่มีทางจะออกเสียงได้ถูกเลย คล้ายๆ กับที่ชาวต่างชาติพยายามถามทางเรานั่นแหละ ฉะนั้นเก็บชื่อสถานที่เอาไว้กับตัว ไม่ว่าจะ print ออกมา หรือจะเก็บเอาไว้ในมือถือก็ตามความสะดวกได้เลย

✔️พกนามบัตรโรงแรมเสมอ
บางครั้งเมืองที่เราไปเยือนก็ช่างสวยงามน่าเดินเที่ยวไปเสียทุกมุม เดินไปเดินมาก็พาลหลงทาง หรือบางครั้งไม่หลงทาง แต่ก็พบว่าที่พักช่างอยู่ไกลเกินกว่าจะเดินกลับเหลือเกิน จะเรียกแท็กซี่ก็บอกไม่ถูกอีกว่าตรงไหน ฉะนั้น ยื่นนามบัตรไปให้พี่แท็กซี่ดูจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

✔️พกแผนที่เสมอ
จะแผนที่เป็นแผ่นๆ หรือในมือถือก็แล้วแต่ ควรจะพกติดเอาไว้เสมอ ดูไม่เป็นก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อย มันเอาไว้อ้างอิงตำแหน่งของตัวเองจากคนรอบข้างได้ ก่อนออกจากโรงแรมก็ให้คนที่โรงแรมกาในแผนที่ให้ก็ได้ว่าโรงแรมอยู่ตรงไหน สถานที่เที่ยวหลักอยู่ตรงไหน (ซึ่งมักจะแสดงในแผนที่อยู่แล้ว ) บางโรงแรมยังใจดี ทำแผนที่ของตัวเองพร้อมเส้นทางเดินให้อีกด้วย แต่ถ้าหลงทางจริง ๆ ก็ให้เลือกถามคนที่ไว้ใจได้ อาจจะเป็นคนในร้านสะดวกซื้อก็ได้ ส่วนใหญ่ถึงพูดไม่ได้ ก็ชี้มือชี้ไม้ให้เรารู้เรื่องได้

✔️ใช้ภาษาภาพ
ใครที่วาดภาพพอจะเป็น นี่เป็นอีกวิธีที่คลาสสิคที่สุด เนื่องจากภาษาภาพเป็นภาษาสากล มนุษย์ทุกคนล้วนเข้าใจ เช่น เราเข้าไปที่ร้านอาหาร อยากทานปลา ถ้ามีให้ชี้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่มี ก็ลองหยิบกระดาษมาวาดรูปปลาแบบที่เด็กๆ ชอบวาดกัน เชื่อว่าง่าย และรวดเร็วกว่าการเปิด ดิคชันนารี หาคำศัพท์แน่นอน

✔️ภาษาร่างกาย
ถ้าเคยดูรายการเกมโชว์หลายรายการ มักจะมีการใบ้คำโดยใช้ภาษาร่างกาย เมื่อเข้าตาจน เราเองก็ต้องทำได้ แม้ว่าบางอย่างจะน่าอายไปบ้างก็ตาม โดยภาษาง่าย ๆ ก็เช่น ที่พัก (ทำท่าหลับ) ร้านอาหาร (ทำท่าทานข้าว) สนามบิน (ทำมือพุ่งเป็นเครื่องบินขึ้น พร้อมร้อง ฟิ้ววววว) ลองทำดู ต้องมีคนเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อย

✔️ใช้กล้องให้เกิดประโยชน์
อุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่มีประโยชน์กว่าเก็บความทรงจำ เพราะมันเก็บภาษาเอาไว้สื่อสารได้ด้วย ระหว่างทาง หากเจอป้าย หรือโฆษณาที่น่าสนใจ ถ่ายเก็บเอาไว้เลย เอาไว้ใช้โชว์ให้ดูได้ว่า อยากไปที่นี่นะ หรือในร้านอาหารที่มีตัวอย่างอาหารโชว์อยู่หน้าร้าน เช่นที่ญี่ปุ่น ก็สามารถถ่ายภาพอาหารแล้วเปิดให้ที่ร้านดูได้เลยว่าอยากทานจานนี้นะ

✔️อย่ากลัว ยิ้มเข้าไว้
หลายๆ คนมักจะแสดงท่าทีลนลาน วิตกและกลัวเวลาที่เกิดปัญหาแล้วไม่มีใครสื่อสารได้ ให้ทำใจเย็น ๆ และพยายามใช้วิธีข้างบนให้หมดทุกวิธี และอย่าลืมยิ้มเข้าไว้ ภาษาสากลที่ไม่ว่าคนชาติไหนก็มักจะยินดีช่วยเหลือเสมอ ลองนึกถึงตัวเอง หากมีฝรั่งทำหน้าตื่นวิ่งมาหาเรา บางทีเราเองนั่นแหละที่ตกใจเสียเอง แต่หากเขาเดินมาสอบถามด้วยภาษาฝรั่งเศสที่เราไม่เข้าใจซักนิด แต่ยิ้มมาอย่างสุภาพ เราเองก็สามารถช่วยเหลือได้อย่างใจเย็นกว่าเหมือนกัน

✔️APP หรือโปรแกรมเกี่ยวกับภาษามีมากมาย
ในยุคสมาร์ทโฟนครองเมืองแบบนี้ เราสามารถที่จะหาโปรแกรมเสริมที่ช่วยในการแปลภาษาได้อย่างมากมาย ทั้งโปรแกรมแปลประโยค โปรแกรมที่มีเสียงพูด หรือแผนที่แบบต่าง ๆ ฉะนั้นก่อนจะออกเดินทางก็เตรียมตัวให้พร้อม ทั้งสมาร์ทโฟน และแบทเตอรี่เสริมด้วย
.
.
.
.
สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็ คือ “ความกล้า” กล้าที่จะออกไปเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อย่าให้กำแพงภาษาเป็นอุปสรรคกับการเดินทาง 🙂

ความมหัศจรรย์ของสโตนเฮนจ์ (Stonehenge)

VIEW POST

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน

สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบ วัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า “ทุ่งมาล์โบโร” ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว

แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่างๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และ บูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทาง ตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพใน บริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าแห่งธรรมชาติทั้งหลาย

วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮ นจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งออีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์

.
.
.
.
.
ขอบคุณข้อมูลจาก travelinholidaywithme

เทศกาลของญี่ปุ่นช่วงเดือนเมษายน

VIEW POST

เดือนเมษายน ถือว่าเป็นช่วง High-Season เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่น เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศอบอุ่นขึ้น บรรดาดอกไม้ต่างๆ แข่งกันออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทั้งญี่ปุ่น ช่วงนี้เป็นช่วงที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากไม่ใช่น้อย มีกิจกรรมมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วม และไฮไลท์สำคัญของเดือนเมษายน ฤดูใบไม้ผลิของประเทศญี่ปุ่นนั่นก็คือ ดอกซากุระ ดอกไม้ประจำชาติ ที่บานสะพรั่งสวยงาม ได้ใจนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราไปเต็มๆ ไม่ใช่แค่ดอกซากุระเพียงเท่านั้น ยังมีดอกไม้ พรรณไม้อื่นๆ เบ่งบานสวยงามมากเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเดือนแห่งการชมดอกไม้ อีกทั้งบรรยากาศอบอุ่น เย็นสบายแบบพอดี ทำให้เราสามารถแต่งตัวแฟชั่น ไม่ต้องใส่เสื้อหนาๆ เที่ยวชม และเก็บภาพความสวยงามได้อย่างเต็มที่ เช็คอินชิลล์ วันนี้พี่หมีเลยจะพาไปชมเทศกาลต่างๆ ในเดือนเมษายนของประเทศญี่ปุ่นกัน

เทศกาลชมดอกซากุระ (Sakura Festival)

ต้นเดือนเมษายน เป็นฤดูของดอกซากุระ ในภาคกลางของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งโตเกียว, เกียวโต และโอซาก้า ส่วนสถานที่ที่แนะนำให้ไปชมดอกซากุระ ในกรุงโตเกียวนั้น อยู่ด้านบนแล้วจ้า สำหรับจุดชมดอกซากุระที่ดีที่สุด คือ คูเมืองชิโดริกะฟูจิ และ แม่น้ำเมกุโระ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกไปที่นี่ เพราะทัศนียภาพสวยงาม โดยคูเมืองชิโดริกาฟูจิ สามารถพายเรือในคูเมืองเรียบพระราชวังอิมพิเรียล พร้อมชมดอกซากุระที่สวยงามทั้งสองฝั่ง ให้บรรยากาศโรแมนติคสุดๆ ส่วนแม่น้ำเมกุโระ มีต้นซากุระเรียงรายเป็นแนวยาว ในตอนกลางคืนเมื่อเปิดไฟจะสะท้อนกับผิวน้ำ ทำให้ดูสวยงาม ในช่วงค่ำ คนจะเยอะมาก มีพื้นที่สำหรับปิคนิค และมีร้านอาหารมากมาย

หากมีเทศกาลชมดอกซากุระแล้ว ก็ต้องมี ประเพณีฮานามิ คือ การชมความสวยงามของดอกไม้ ฮานามิเป็นประเพณีที่นิยมอย่างมากในญี่ปุ่น เป็นประเพณีที่เก่าแก่มากกว่าพันปี คนญี่ปุ่นจะออกมาปิคนิคในสวน ทานอาหาร ชมนกชมไม้ สูดอากาศ พูดคุย พร้อมกับนั่งชมดอก พบได้ตามจุดชมดอกซากุระต่างๆ ที่อนุญาตให้ปิคนิคได้

เทศกาลแห่ลึงค์ (Kanamara Matsuri)

เทศกาลแห่ลึงค์ เป็นศาสนพิธีในศาสนาชินโต จัดขึ้นทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน ซึ่งปีนี้ ตรงกับวันที่ 1 เมษายน โดยผู้คนจะแห่ปลัดขิกไว้บนเสลี่ยง ขบวนใหญ่โต อึกทึกครึกโครม ศาลเจ้าคะนายามะขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งกราบไหว้ของเหล่าโสเภณีให้คุ้มครองจากโรคที่มาจากเพศสัมพันธ์ และศาลเจ้านี้ยังเป็นที่สถิตของเทพเจ้าแห่งความรุ่งเรือง และการสืบพันธุ์สร้างครอบครัว ช่วยให้บุตรคลอดง่าย ชีวิตคู่ร่มเย็น มีความเชื่อกันว่า ผู้หญิงที่สมรสแล้วภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หากได้สวมชุดเจ้าสาวขึ้นไปคร่อมปลัดขิกที่ใช้แห่แล้วจะทำให้ชีวิตสมรสมีแต่ความสุข

ปัจจุบันเทศกาลนี้ จัดขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการท่องเที่ยวและเรี่ยไรเงินไปสมทบการวิจัยไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในคน มากกว่าเพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ด้วยการนำประเพณีในรุ่นเก่าๆ มาประยุกต์ให้เข้าปัจจุบัน แถมยังได้ประโยชน์อีกด้วย

เทศกาลอินุยามะ (Inuyama Festival)

เทศกาลอินุยามะ เป็นเทศการสรรเสริญนารุเสะ ฮายาโตะ โนะ โช มาซาโตระ หัวหน้าบริวารของตระกูลโอวาริโทคุกาวะ และขุนนางแห้่งปราสามอินุยามะ จัดครั้งแรกในปี 1635 และสืบต่อมาถึงปัจจุบัน โดยจัดให้เป็นเทศกาลของศาลเจ้าฮาริทสึนะ เพื่อบูชาเทพอารักษ์ท้องถิ่น มีรถแห่ทั้งหมด 13 คัน แบ่งเป็น 3 ตอน ไฮไลท์ของงาน คือ การแสดงตุ๊กตากลหุ่นคารากุริ ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยยุคเอโดะ มีเสียงดนตรีจากขลุ่ยและกลองไทโกะ และในตอนเย็น รถแห่ประดับประดาไปด้วยโคมญี่ป่น 365 ดวง เป็นภาพที่ตระกาลตาสวยงาม ซึ่งขบวนแห่จะผ่านตามทางที่มีต้นซากุระที่บานแล้วเต็มที่ ไปรอบเมืองรอบปราสาทอินุยามะ ให้สวยงามเหมือนหลุดออดมาจากภาพวาด

เทศกาลดอกชวนชม บุงเกียว (Bunkyo Azalea Festival)

เทศกาศชมดอกชวนชม ที่ศาลเจ้าเนซุ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่เล่าต่อกัันมาว่าสร้างขึ้นมานานถึง 1,900 ปี เป็นที่รู้จักกันดีว่าภายในศาลเจ้า มีสวนดอกชวมชมที่สวยงาม อายุมากถึง 300 ปี มีต้นชวนชมราว 3,000 ต้น จาก 100 สายพันธุ์ และมีพันธุ์หายาก ในช่วงนี้ดอกชวนชมจะเบ่งบาน สร้างความสวยงามหลากหลายสีสัน ดั่งภาพวาด ที่รายล้อมศาลเจ้า เสียค่าเข้าชม 200 เยน และช่วงเทศกาล ทางศาลเจ้ายังเปิดอาคารหลักของศาล คือ ตัวศาลเจ้า และอาคารทั้ง 7 ให้เข้าชม เพื่อให้ชื่นชมสถาปัตยกรรมของชาติที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รอบละ 20 นาที ทั้งรูปปั้นและภาพวาดต่างๆ ที่ไม่เคยแสดงที่ไหน อีกทั้งยังเพลิดเพลินกับงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งต้นไม้้ ของเก่า และร้านค้าอื่นๆ อีกมากมาย

เทศกาลชมดอกวิสทีเรียครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Wisteria Festival)

สวนดอกไม้อาชิคางะ เป็นสวนดอกวิสทีเรียที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีต้นวิสทีเรียมากกว่า 350 ต้น และมีต้นวิสทีเรียที่เก่าแก่ถึง 150 ปี โดยมีความกว้างเท่ากับเสื่อทาทามิ 600 ผืน ภายในสวน มีอุโมงค์ดอกวิสทีเรียสีขาวและสีเหลือง ยาวถึง 80 เมตร อีกทั้งยังมีดอกวิสทีเรียสายพันธุ์อื่นๆ บานสะพรั่ง ทั้งสีชมพูอ่อน สีม่วง สีขาว และสีเหลือง ให้นักท่องเที่ยวชมความงามได้ตลอด 1 เดือน แถมยังได้รับคำชมจาก CNN ว่า ต้นวิสทีเรียที่นี่งดงามเปรียบดั่งต้นไม้ในภาพยนตร์เรื่องอวตาร ไฮไลท์ของงานคือ ซุ้มต้นวิสทีเรียขนาดใหญ่ ที่มีความกว้างถึง 1,000 เมตร ในส่วนของยามเย็นตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ทางสวนจะทำการเปิดไฟฉายไปยังดอกวิสทีเรีย ซึ่งให้อารมณ์ชวนหลงไหล ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ สวยงามมากๆ เลยล่ะจ้าาา

ไม่ได้มีเพียงแค่ดอกวิสทีเรียเท่านั้น สวนดอกไม้อาชิคางะยังมี ดอกอาซาเลีย ที่บานสะพรั่งมากกว่า 5,000 ต้น ซึ่งสายพันธุ์ของดอกอาซาเลียนั้น ถูกรวบรวมมาจากทั่วโลก มากกว่า 1,000 ชนิด มีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น ที่มีสายพันธุ์เยอะกว่าประเทศอื่นๆ ดอกอาซาเลีย สีสันสดใส สวยงาม รับรองว่า ชมแล้วตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน ถ่ายรูปสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกรัวๆ ไปเลยเนอะ

อัตราค่าเข้าชมสวน ช่วงเช้า (เวลา 07.00-18.00 น.) ผู้ใหญ่ ราคา 900 – 1,800 เยน / เด็ก ราคา 500 – 900 เยน ส่วนช่วงเย็น (เวลา 17.30-21.00 น.) ผู้ใหญ่ ราคา 600 – 1,500 เยน / เด็ก ราคา 300 – 800 เยน

———————————————————————————————

ว้าวว เดือนเมษายนเนี่ย มีแต่กิจกรรมที่น่าสนใจทั้งนั้นเลยเนอะ เทศกาลต่างๆ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นช่วงไฮซีซั่นอีกด้วย ญี่ปุ่นในเดือนเมษายน เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว แต่อากาศก็ยังเย็นๆ อยู่นะ ต้นไม้/ดอกไม้ต่างๆ ต่างก็ผลิดอกออกผล สีสันสวยงาม โดยเฉพาะดอกซากุระ สีชมพูสดใส ให้บรรยากาศสุดละมุน โรแมนติคที่สุด และดอกวิสทีเรีย ห้อยระย้า สวยงาม สำหรับใครที่เดินทางไปเที่ยวเป็นคู่ ในบรรยากาศแบบนี้ รับรองว่า ฟินกันอย่างแน่นอนจ้า

5 ที่เที่ยวต่างประเทศ ฤดูไหนดี ที่ไหนโดน มาดูกัน !!

VIEW POST

เที่ยวต่างประเทศไหนดี ?? หลายๆ คนเวลาจะท่องเที่ยว ก็อาจจะเลือกจากค่าใช้จ่ายก่อน เลยทำให้ช่วงที่เลือกไปเป็นช่วง Low Season ซึ่งอาจจะไม่ได้สัมผัสความพีคของแต่ละสถานที่ได้อย่างเต็มที่ วันนี้พี่หมีจึงขอแนะนำให้ทุกคน เก็บเงินเพิ่มอีกสักนิด แล้วไปเที่ยวในช่วง High Season จะดีกว่า บอกเลยว่าได้เจอความสวยงาม ความพีค น่าประทับใจกว่าเป็นไหนๆ

1. เที่ยวญี่ปุ่น – ใบไม้เปลี่ยนสี

ประเทศแรกมาเริ่มกันที่ญี่ปุ่น ประเทศในใจที่คนไทยหลงรัก หากจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ถ้าไม่ไปสัมผัสหิมะตก อากาศหนาว ก็มีช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละที่ถือว่าเป็น High season ของที่ญี่ปุ่นเลย เพราะใบไม้จะเปลี่ยนเป็น สีแดง ส้ม เหลือง สวยสดใสไปทั่วประเทศญี่ปุ่น แถมอากาศก็กำลังดี ไม่หนาวเกินไป ใส่เสื้อโค้ทถ่ายภาพกำลังสวยเลยล่ะ ใครมีแพลนจะไปญี่ปุ่น ต้องไป ช่วงปลายตุลาคม – ต้นธันวาคม จะได้เจอใบไม้เปลี่ยนสีเต็มๆแบบฟินสุดๆ

2. เที่ยวเกาหลี – หน้าหนาว

ไปเกาหลี นอกจากจะไปช้อปปิ้งแล้ว ก็ถือว่าที่เที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก นอกจากในช่วง High Season ช่วงปลายธันวาคม – ต้นมีนาคม ที่จะมีหิมะตก ทำให้เมืองทั้งเมืองขาวโพลน ดูสะอาดตา แถมได้สัมผัสอากาศหนาวจับใจเลยล่ะ ส่วนใหญ่แล้วช่วงฤดูหนาวนี้นักท่องเที่ยวจะนิยมไปสกี รีสอร์ท เล่นหิมะกัน ใครเบื่ออากาศร้อนบ้านเรา ก็ลองไปเที่ยวเกาหลีช่วงปลายปี – ต้นปีดูนะ

3. เที่ยวมัลดีฟส์ – ซัมเมอร์

ไปทะเลทั้งที แน่นอนว่าก็ต้องไปช่วงซัมเมอร์ใช่ไหมล่ะ ซึ่งมัลดีฟส์ก็เป็นทะเลในฝันของหลายๆคน ถึงแม้จะราคาสูงแต่ก็อยากจะไปลองสัมผัสดูสักครั้ง ถ้าหากไปในช่วง Low season อาจจะถูกลงหน่อย แต่ก็เสี่ยงกับการเจอพายุ เที่ยวไม่คุ้ม ทะเลไม่สวยอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นไป ช่วงเดือนธันวาคม – เดือนเมษายน ที่เป็นช่วง High season จะดีกว่านะ น้ำใสฟ้าสวย บอกเลยว่าได้รูปสวยๆกลับมาเพียบ !!

4. เที่ยวไอร์แลนด์ – แสงเหนือ

สักครั้งในชีวิต เราทุกคนก็คงอยากจะไปเห็นแสงเหนือด้วยตาของตัวเอง และคงไม่มีที่ไหนเหมาะสมที่จะดูแสงเหนือมากไปกว่าที่ไอร์แลนด์นั่นเอง ซึ่งช่วงที่ถือว่าเป็น High season ก็คือ ช่วงปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนมีนาคม ที่เป็นช่วงอากาศหนาว และช่วงกลางคืนก็จะยาวนานมากกว่าปกติ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเห็นแสงเหนือมากขึ้นนั่นเอง

5. เที่ยวฟินแลนด์ – หน้าหนาว

มันคงจะฟินไม่น้อย ถ้าหากเราได้ไปเที่ยวที่หมู่บ้านซานตาครอส ที่ เมืองโรวาเนียมิ ประเทศฟินแลนด์ ในช่วงคริสมาสต์ บอกเลยว่าหมู่บ้านนี้มีความโรแมนติกและน่ารักมากๆ เลยล่ะ ยิ่งช่วงคริสมาสต์ที่มีหิมะขาวโพลน ตัดกับสีแดงสีเขียวของสารพัดของกุ๊กกิ๊ก ที่ตกแต่งไว้สำหรับเทศกาลคริสมาสต์ เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีสุดๆ เลยล่ะ ต้องลองไปดูสักครั้งบอกเลยว่าโรแมนติกสุดๆ

เป็นไงบ้าง บอกแล้วว่าในช่วง High season ของแต่ละประเทศ ก็มีความพีคแตกต่างกันไป ซึ่งไม่เหมือนกับเที่ยวช่วง Low season แน่ๆ ยอมเก็บเงินเพิ่มอีกนิด เพื่อไปเที่ยวในช่วง High season รับรองว่าสวยฟินประทับใจไม่ลืมแน่นอน