ปราสาท Osaka กับสมรภูมิการรบที่ดุเดือด!!

VIEW POST

Osaka เป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจการค้า การปกครอง การทหาร เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการรวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุคที่เรียกขานกันว่า Naniwa-kyo เมืองหลวงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นโบราณจนชื่อเสียงแปรเปลี่ยนไปเป็นเมือง Osaka ที่เราได้ยินกันจนคุ้นชินในยุคปัจจุบัน
.
.
.

.
.
ความสำคัญของจังหวัด Osaka ในปัจจุบันแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากครั้งอดีต ที่นี่ยังคงเป็นเมืองเอกจากหลายๆเมืองในภูมิภาค Kansai แถมพ่วงด้วยตำแหน่งเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ไปไม่ได้นั่นคือ ปราสาท Osaka (Osaka-jo)
.
.

.
.
ปราสาท Osaka สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1583 บนพื้นที่เดิมของวัด Ishiyama Hongan-ji ที่ถูก Oda Nobunaga (ซามูไรนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ ที่คอยดูแลเมือง Owari หรือ Nagoya ในปัจจุบัน) ตัวปราสาทถูกเผาและสร้างใหม่อยู่เนืองๆจากสงครามกลางเมืองในสมัย Tokugawa Ieyasu เรื่อยมาจนในปีค.ศ. 1665 ที่ปราสาทถูกเผาทำลายลง จนกระทั่งอีกเป็นร้อยๆปีให้หลังนั่นแหละ ปราสาทจึงถูกสร้างขึ้นใหม่ในปีค.ศ. 1931 ด้วยคอนกรีต และเป็นที่น่าเหลือเชื่อว่าปราสาทหลังใหม่ที่ยังสร้างค้างๆคาๆกันอยู่นั้นรอดจากการทิ้งระเบิดปูพรมจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่ระดมถล่มใส่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมาได้อย่างปาฏิหารย์ และการสร้างปราสาทหลังใหม่ก็ดำเนินเรื่อยมาทีละเล็กละน้อยจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายในในปี ค.ศ. 1997 นี่เอง
.
.
ปัจจุบันปราสาท Osaka ตั้งอยู่ในพื้นที่ๆล้อมรอบด้วยคูน้ำที่ใช้เป็นกลไกในการป้องกันภัยจากทหารข้าศึกฝั่งตรงข้าม
.

.
.
.
ภายในเกาะเมืองนั้นก็มีศาลเจ้าสำคัญอยู่หนึ่งแห่งนั่นคือศาลเจ้า Hokoku ซึ่งสร้างขึ้นเพิ่ออุทิศให้กับ Toyotomi Hideyoshi ขุนนางคนสำคัญในยุค Sengoku ซึ่งเป็นยุคที่กำลังรวบรวมหัวเมืองต่างๆที่แตกแยกให้มาเป็นหนึ่งเดียว
.

.
.
.
นอกจากนี่ยังมีอาคารที่เคยใช้เป็น Osaka City Museum ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 2001 ปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นที่จัดแสดงงานและขายสินค้าอาหารเมื่อมีงานเฉลิมฉลองของปราสาท Osaka
.

.
.
.
ขณะที่พื้นที่รอบๆปราสาทที่เรียกว่า Osaka-jo Koen หรือสวนสาธารณะแห่งปราสาท Osaka ก็เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีพื้อนที่ราว 2 ตารางกิโลเมตร รองรับการออกกำลังกายการเล่นกีฬายามว่างของคนในพื้นที่ สวนแห่งนี้มีสภาพที่ร่มรื่นเพราะปกคลุมไปด้วยต้นไม้และเป็นจุดชมซากุระที่สำคัญในทุกๆปีด้วย
.

.
.
.
ปัจจุบันปราสาท Osaka มีสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชม โดยที่ชั้นสูงสุดนั้นถือเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นนคร Osaka ได้รอบ เมื่อเดินออกมายังระเบียงด้วนความสูงขนาดนี้ลมจะแรงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ชั้นนี้ยังมีของทีระลึกขายให้กับนักท่องเที่ยว
.

.
ในขณะที่บางชั้นของปราสาทไม่อนุญาตให้เราถ่ายรูป เพราะเป็นที่เก็บเสื้อเกราะและอาวุธโบราณ แต่ในบางชั้นที่บอกเล่าถึงสงครามช่วงชิง Osaka เมื่อ 400 ปีที่แล้วก็สามารถถ่ายรูปได้
.
.
.
** มีเกร็ดเล็กน้อยเรื่องการสู้รบอันเป็นตำนานสืบทอดมาหลายร้อยปีว่า ในกาลนั้นมีนักรบมีฉายาอสุรกายโลหิตนามว่า Sanada Yukimura ผู้ปกป้องเมือง Osaka ที่แม้แต่ Tokugawa Ieyasu ผู้รุกรานได้ยินแม้เพียงชื่อก็ยังเสียวสันหลังวาบ ปี ค.ศ. 1615 Tokugawa Ieyasu ยกพลเข้าประชิด ปราสาท Osaka โดยตั้งค่ายอยู่ที่วัด Ishhin-ji เพื่อล้อมปราบไดเมียวตระกูล Sanada ที่กระด้างกระเดื่อง 4 มิถุนายน ในฤดูร้อนนั้น Yukimura นำไพร่พลแค่หยิบมือฝ่าเข้าไปตีทัพหน้าของ Ieyasu แตกพ่าย ไพร่พลของ Yukimura ทะลุทะลวงเข้าไปจนเกือบจะถึงตัว Ieyasuอยู่แล้ว ทว่าระหว่างการบุกตะลุยฝ่าวงล้อมเข้าไปทำให้ Yukimura ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไมาอาจจะเข้าต่อกรกับกองทหารองครักษ์ของ Ieyasu ได้อีก Yukimura จึงถูกจับมาบั่นคอในที่สุด จากเหตุการณ์นั้นทำให้ Osaka ได้ถูกผนวกเข้ามาในการปกครองของโชกุนตระกูล Ieyasu โดยสมบูรณ์**

หมู่บ้านสายรุ้ง Rainbow Village สถานที่เช็คอินชิคๆ ในเมืองไถจง ไต้หวัน

VIEW POST

เห็นสวยๆ แบบนี้ หมู่บ้านนี้มีที่มานะจ๊ะ เพราะว่า หมู่บ้านสายรุ้ง เป็นหมู่บ้านเก่าของทหารผ่านศึกในยุคสงครามกลางเมืองของจีนที่ลี้ภัยมาอยู่กันที่ไต้หวัน ที่ตอนแรกก็เกือบจะถูกรื้อทิ้งละ แต่ได้มีทหารเก่าชื่อ Huang Yung-Fu ปัจจุบันอายุ 95 ปี (2018) หรือเรียกกันว่า อากงฝู เป็นคนวาดรูปและลวดลายต่างๆ นี้เองทั้งหมด เป็นการส่งท้ายก่อนที่จะจากไป
.
.
จนวันหนึ่ง มีนักศึกษามหาวิทยาลัยใกล้เคียงผ่านมาเจอ ด้วยลายเส้นและสีสันที่สดใสสะดุดตา จึงมีการบอกต่อๆ กันจนทำให้หมู่บ้านสายรุ้งมีชื่อเสียงระดับประเทศ และมีการประกาศจากทางรัฐบาลให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองไถจง
.

.
.
.
ในหมู่บ้านสายรุ้งนอกจากจะเป็นสถานที่ที่ชิคๆ คูลๆ เหมาะแก่การถ่ายรูปแล้ว ยังมีร้านขายไอศกรีม ร้านขายของที่ระลึกต่างๆ และที่เจ๋งสุดนั่นก็คือการถ่ายรูปคู่กับอากงฝูตัวจริงเสียงจริงกันเลยค่ะ แต่ก็ตามธรรมเนียมนะคะ หลังถ่ายรูปแล้วเราอาจจะมีการบริจาคเงินสักเล็กน้อย เพื่อเป็นกำลังใจให้อากงได้สร้างสรรค์ผลงานนี้ต่อไป แล้วอากงก็จะมอบภาพวาดจากฝีมือของอากงฝูพร้อมลายเซ็นให้ไปคนละ 1 ภาพ ถ้าบริจาคเยอะหน่อยสัก 100 NT อากงก็จะให้ 2 ภาพไปเลย
.
.

.
.
ต้องขอบคุณ อากงฝู ที่วาดรูปเหล่านี้และฟื้นคืนชีวิตหมู่บ้านนี้ให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง และทำให้เรามีที่เที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกแห่ง ว่าแล้วก็อยากไปไต้หวันขึ้นมาเลย

ไฮเดลเบิร์ก เมืองในหุบเขาที่เเสนงดงาม

VIEW POST

เเน่นอนเลยว่าเเหล่งท่องเที่ยวในยุโรปนั้นมีความสวยงามเป็นอย่างมากด้วยบรรยากาศที่เเสนจะสวยงามอย่างมากเเถมโรเเมนติกสุดๆ เป็นอย่างยิ่ง โดยมีหลายประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายต่อหลายเเห่งด้วยกัน โดยอย่างที่ประเทศเยอรมนีนั้นก็นับว่ามีความสวยงามเเละน่าสนใจหลายเเห่งด้วยกัน เเละหนึ่งในนั้นก็คือเเหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามอย่าง ไฮเดลเบิร์ก ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีความสวยงามด้วยอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่สวยงามเเละน่าเที่ยวชมอย่างมาก
.
.
.
เมืองอย่าง Heidelberg นั้นมีความสวยงามเป็นอย่างมาก โดยมันตั้งอยู่ในหุบเขาของเเนวเทือกเขา Odenwald เเละอยู่ริมเเม่น้ำ Neckar ทำให้มีบรรยากาศที่งดงามเเละโรเเมนติกเป็นอย่างมากเลยทีเดียว พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของเมืองเเห่งนี้ พร้อมๆ กับประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานของเมืองที่ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 5 พร้อมกับอาคารสิ่งก่อสร้างที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมในเเบบโกธิคเเละโรเเมนติก ที่มีความสวยงามที่สอดเเทรกอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เเละเป็นอีกเมืองที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวไฮเดลเบิร์ก เป็นอย่างยิ่ง
.
.
สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเหมือนกับไฮไลท์ใน ไฮเดลเบิร์ก ก็เห็นจะเป็นปราสาทไฮเดลเบิร์ก ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือเมืองเเห่งนี้ โดยเป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงอย่างมากเเละเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซในยุคเรอเนสซองส์ เเต่ก็มีการสร้างทับตำเเหน่งเดิมหลายต่อหลายครั้งอย่างมาก จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างมาก โดยปราสาทเเห่งนี้นั้นเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมืองไฮเดลเบิร์ก โดยมีสวนที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างที่ 8 ของโลก ที่มีความสวยงามอย่างมาก เเต่น่าเสียดายที่ถูกทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
.

.
.
นอกจากนี้เเล้วในส่วนของเเหล่งท่องเที่ยวอื่นใน Heidelberg ก็มีมากมายหลากหลายจุดด้วยกัน โดนนักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นผ่านทางเดินหินต่างๆ ที่มีความสวยงาม โดยประตูชัย Karlstor ก็นับว่ามีความสวยงามเป็นอย่างมาก ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกให้กับเจ้าชาย Karl Theodor เเละมันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรที่สองข้างทางจะเต็มไปด้วยลานเบียร์เเละคาเฟ่ต่างๆ ที่น่ามานั่งชิลๆ เป็นอย่างมาก เเถมเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความนิยมมาเดินเที่ยวอย่างมากเลยทีเดียว ส่วนทางด้านของมหาวิทยาลัย ไฮเดลเบิร์ก ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีความเก่าเเก่เป็นอย่างมากเเละสวยงามน่ามาเที่ยวชม
.

.
.
.

.
โดยการเดินทางท่องเที่ยวไฮเดลเบิร์ก นั้นมีความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก เเต่เราอยากจะเเนะนำให้คุณลองใช้วิธีการเดินเล่นดูก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนรถรางนั้นก็จะพาคุณไปถึงปราสาทไฮเดลเบิร์ก ที่อยู่บนเนินเขาสูงที่มีความสวยงามเเละเดินทางสะดวกอย่างมาก
.
.
.
.
.
.
ขอบคุณข้อมูล

นครดูไบ จากหมู่บ้านประมงสู่มหานครโลก และเมืองที่จะมีความสุขมากสุดของโลกในปี 2021

VIEW POST

เมื่อ 30-40 ปีมาแล้ว คนในประเทศต่างๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินหรือรู้จักเมืองที่ชื่อดูไบ ถ้ามีคนถามว่าดูไบอยู่ที่ไหน บางคนอาจจะคิดว่าอยู่ในแอฟริกา เพราะแทบไม่มีข่าวอะไรเกี่ยวกับเมืองนี้เลย ในอดีต ดูไบเป็นหมู่บ้านประมง และเมืองท่าเรือค้าขายเล็กๆ ของอ่าวเปอร์เซีย ไม่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้เลย เพราะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทะเลทราย
.
แต่ทุกวันนี้ คนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรู้สึกได้ว่า ดูไบไม่ได้อยู่ไกลจากประเทศตัวเองเลย การมีที่ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง แม้จะเป็นภูมิภาคที่มีเหตุการณ์ร้อนแรงทางการเมืองเกิดขึ้นไม่ได้หยุด แต่ก็เป็นจุดศูนย์กลางด้านภูมิศาสตร์โลก ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวกลับสร้างจุดแข็งและความได้เปรียบให้แก่ดูไบ โดยเฉพาะในเรื่องการขนส่งทางอากาศ
.
ปัจจุบัน ดูไบกลายเป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องการพัฒนา จากอดีตที่เคยเป็นเมืองท่าเรือ ประเทศที่เศรษฐกิจอาศัยรายได้จากน้ำมัน แล้วก็สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาน้ำมัน มาเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีความหลากหลาย สามารถสร้างความมั่งคั่งที่ทดแทนอุตสาหกรรมเก่าๆ และกำลังจะกลายเป็น “มหานครโลก” แบบเดียวกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ในรายงาน World Happiness Report 2017 ของสหประชาชาติ ที่จัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ระบุว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งดูไบเป็นรัฐสมาชิกหนึ่ง อยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก แต่เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย
.
.
การพัฒนาที่ไม่พึ่งพาน้ำมัน
ดูไบนำความมั่งคั่งที่ได้จากน้ำมันในระยะแรก คือช่วงทศวรรษ 1960-1970 ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับธุรกรรมด้านพาณิชย์ต่างๆ ที่ต่อมาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาที่รวดเร็วในทศวรรษ 1970 และ 1980 ทุกวันนี้ ดูไบกลายเป็นตัวอย่างโมเดลการพัฒนาของประเทศที่มีทรัพยากรด้านพลังงาน แต่ไม่อิงอาศัยน้ำมันเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ เมื่อถึงกลางทศวรรษ 1990 แหล่งน้ำมันดิบสำรองของดูไบลดลงไปมาก แต่ดูไบก็ได้กระจายธุรกิจออกไปด้านต่างๆ จนธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของ GDP
.
ดูไบค้นพบน้ำมันครั้งแรกในปี 1966 และเริ่มมีรายได้จากน้ำมันในปี 1969 ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของดูไบมีประมาณ 4 พันล้านบาร์เรล ปี 1991 การผลิตน้ำมันดิบมีปริมาณสูงสุดถึงวันละ 4 แสนบาร์เรล ทุกวันนี้ ดูไบผลิตน้ำมันดิบแค่ 5-7 หมื่นบาร์เรลต่อวันเท่านั้น มีการคาดหมายกันว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรองของดูไบจะหมดไปในอีก 20 ปีข้างหน้า เปรียบเทียบกับอาบูดาบี รัฐเพื่อนบ้าน ที่สามารถผลิตน้ำมันดิบวันหนึ่ง 2.5 ล้านบาร์เรล ดูไบจึงต้องเสี่ยงที่จะนำรายได้จากน้ำมันไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนที่น้ำมันดิบจะหมดไป
.
กลยุทธ์การกระจายธุรกิจของดูไบคือ การสร้างเศรษฐกิจที่มีองค์ประกอบที่สมดุล ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้านพาณิชย์ การพัฒนาอุตสาหกรรมเบา การสร้างเขตเศรษฐกิจ “ฟรีโซน” สำหรับธุรกิจเฉพาะ การส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว “ระดับหรูหรา” และอสังหาริมทรัพย์สำหรับนักลงทุนต่างชาติ กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ดูไบเป็นประเทศที่มีการลงทุนต่างประเทศต่อหัวประชากร มากกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาหรับ ทุกวันนี้ หลายประเทศในภูมิภาคนี้ได้นำกลยุทธ์เดียวกันนี้ไปใช้ เช่น อาบูดาบี กาตาร์ เป็นต้น
.
.
โครงสร้างพื้นฐานด้านพาณิชย์
ปี 1972 ดูไบตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญโครงการแรก คือ การสร้างท่าเรือน้ำลึก Port Rashid ให้เป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่สุดของโลก และเปิดดำเนินการในปี 1979 ทุกวันนี้ Dubai Ports World เป็นบริษัทที่บริหารท่าเรือใหญ่อันดับ 4 ของโลก และยังไปร่วมลงทุนในท่าเรือของหลายประเทศ ต่อมาในปี 1985 ดูไบได้ตั้งเขตเศรษฐกิจฟรีโซนบริเวณท่าเรือ เพื่อให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยสามารถนำเข้าแรงงานและเงินทุนได้ไม่จำกัด
.
การลงทุนที่สำคัญอีกโครงการหนึ่งคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศ ในปี 1985 ดูไบตัดสินใจตั้งสายการบินของตัวเองขึ้นมา คือ สายการบิน Emirates เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ดูไบเป็นศูนย์กลางการบินโลก (global hub) ส่วนการลงทุนปรับปรุงสนามบินนานาชาติดูไบก็ทำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน สนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) มีผู้โดยสารปีหนึ่งกว่า 70 ล้านคน ในปี 2010 ดูไบเปิดใช้งานเฟสแรกของสนามบินใหม่แห่งที่ 2 ชื่อ Al Maktoum International Airport เมื่อสนามบินใหม่นี้เสร็จสมบูรณ์ จะเป็นสนามบินใหญ่สุดของโลก มีทางขึ้นลงเครื่องบิน 5 เส้นทาง อาคารผู้โดยสาร 4 แห่ง และรองรับผู้โดยสารปีหนึ่ง 160 ล้านคน สายการบิน Emirates จะย้ายมาที่สนามบินใหม่ทั้งหมดในปี 2025
.

.
.
ธุรกิจท่องเที่ยว
ในเรื่องธุรกิจท่องเที่ยว ความสำเร็จที่โดดเด่นมากของดูไบคือ การดึงการลงทุนจากต่างประเทศในด้านธุรกิจท่องเที่ยวระดับหรูหรา ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 อาศัยประโยชน์จากประเทศในยุโรปที่มีฤดูหนาวยาวนาน สำหรับนักท่องเที่ยวยุโรปที่หนีฤดูหนาว ดูไบจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่แทนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือประเทศแถบทะเลแคริเบียน ปัจจุบัน ดูไบยังกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการศึกษาด้วย
.
ธุรกิจท่องเที่ยวของดูไบประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว นับเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ในทศวรรษ 1950 ดูไบยังไม่มีโรงแรมเลยสักแห่งหนึ่ง โรงแรมแห่งแรกชื่อ Airport Hotel สร้างติดกับสนามบินดูไบ เพื่อให้ลูกเรือของสายการบินได้พัก เมื่อเครื่องบินมาดูไบ ในปี 2010 ดูไบมีโรงแรมที่มีห้องพักทั้งหมดกว่า 67,000 ห้อง อัตราการเข้าพักสูงสุดในโลก ปลายทศวรรษ 1990 ดูไบเริ่มเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นตลาด high-end โดยลงทุนสร้างโรงแรมที่หรูหราที่สุดของโลก ชื่อ Jumeirah Beach Hotel ที่เปิดบริการในปี 1997 ในปี 1999 โรงแรมระดับ 7 ดาวที่มีรูปทรงคล้ายเรือใบชื่อ Burj Al-Arab เปิดให้บริการ
.

.
การท่องเที่ยวของดูไบยังอาศัยกลยุทธ์การสร้างดูไบให้เป็นศูนย์กลางความบันเทิง ธุรกิจความบันเทิงในดูไบเติบโตรวดเร็วมากแบบเดียวกับธุรกิจโรงแรม ในทศวรรษ 1960 ดูไบมีร้านอาหารและโรงภาพยนตร์อยู่ไม่กี่แห่ง ในปี 2003 ดูไบประกาศลงทุนสร้างสวนสนุกใหญ่สุดในโลกมีชื่อว่า Dubailand ที่ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างจำลอง เช่น หอไอเฟล พีระมิด และจูราสสิกปาร์กที่จะมีไดโนเสาร์เดินเพ่นพ่าน สวนสนุกใช้เงินลงทุน 62 พันล้านดอลลาร์ คาดว่าจะเปิดในปี 2020
.
กลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จมากอีกอย่างคือ เทศกาลช็อปปิ้งประจำปีของดูไบที่มีขึ้นครั้งแรกในปี 1996 ในปีแรกของการจัดงานก็สร้างรายได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ดูไบยังใช้กลยุทธ์การจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก เช่น การแข่งม้า กีฬากอล์ฟเรียกว่า Dubai Desert Classic และการแข่งเทนนิส ATP Tour กิจกรรมกีฬาระดับโลก ทำให้นักกีฬาระดับนำของโลกเดินทางมาดูไบ ทำให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมสูงขึ้น
.
.
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
การลงทุนของดูไบด้านอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนต่างชาติเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อกลางทศวรรษ 1990 ดูไบยังไม่มีตลาดอสังหาริมทรัพย์เลย การลงทุนด้านนี้มีเป้าหมายต้องการให้นักท่องเที่ยวซื้ออสังหาริมทรัพย์ สำหรับเป็นที่พักเพื่อการพักผ่อน หรือซื้อเพื่อให้เช่าต่อ ตึก Burj Khalifa ที่สูง 828 เมตร เปิดในปี 2010 และเป็นตึกที่สูงสุดของโลก ทุกวันนี้ Burj Khalifa เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของดูไบ แบบเดียวกับตึก Empire State ของนิวยอร์ก ที่ดูวิวของ Burj Khalifa มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปดูวิวปีหนึ่งล้านกว่าคน
.
แต่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงมากคือ Palm Jumeirah อสังหาริมทรัพย์บนเกาะที่สร้างขึ้นมาใหม่ในอ่าวเปอร์เซีย โครงการประกอบด้วยบ้านพักแบบวิลลา และอพาร์ตเมนต์ บริษัท Trump Organization ของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ร่วมลงทุนด้วย โครงการนี้เป็น 1 ใน 3 ของโครงการ Palm Islands คนที่มีชื่อเสียงหลายคนซื้อบ้านพักใน Palm Jumeirah เช่น David Beckham, Michael Schumacher และ Rod Stewart เป็นต้น ความสำเร็จของดูไบทำให้รัฐอื่นๆ ของ UAE หันมาลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาบูดาบี
.

.
กระทรวงความสุข
ในปี 2016 UAE ตั้งกระทรวงความสุขขึ้นมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแผนงาน UAE Vision 2021 ที่กำหนดให้การตัดสินใจของรัฐบาลมีศูนย์กลางอยู่ที่การทำให้ความเป็นอยู่และความสุขของประชาชนดีขึ้น UAE มีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดของโลก แม้องค์กรเช่น Human Right Watch หรือ Amnesty International จะวิจารณ์ว่า กระทรวงความสุขของ UAE เป็นการพูดอย่างทำอย่าง แต่ Mark Wiking จากสถาบัน Happiness Research Institute ของเดนมาร์ก กล่าวกับ CNN ว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ความสุขจะเป็นหัวใจของนโยบายสาธารณะและเป็นเป้าหมายของรัฐบาล
.
.
.
.
ขอบคุณข้อมูล

10 ข้อท่องไว้ก่อนไปญี่ปุ่น เทคนิคกันหลงทาง ทริคเด็ดๆเมื่อหลงทาง

VIEW POST

ปัจจุบันการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มักจะเลือกวิธีการเดินทาง มาเที่ยวด้วยตัวเองเพิ่มสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง การกำหนดระยะเวลา มีความอิสระในการท่องเที่ยว และสิ่งสำคัญก็คือ เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น แผนที่ ป้ายบอกทางที่มีภาษาต่างชาติ ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสะดวก ราบรื่น และง่ายขึ้นกว่าเดิม
.
แต่ในการท่องเที่ยวก็ยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะการเดินทางมาเป็นกลุ่ม อาจจะมีการพลัดหลงทางกันเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแน่นนอนค่ะ ถ้าเราเป็นคนที่หลงกับเพื่อน และไม่มีไวไฟติดต่อเพื่อนได้ เราจะต้องทำกันอย่างไรดี พี่หมีมีคำตอบและข้อควรปฏิบัติมาดูกันเลย
.
.
1. นัดแนะสถานที่เจอทุกครั้งก่อนเดินเที่ยว
เพื่อเป็นการป้องกันการพลัดหลง โดยเฉพาะสาวๆ เมื่อเดินผ่านเข้าร้านเครื่องสำอางค์ หรือ ร้านเสื้อผ้า มักจะลืมคนรอบข้างไปทันตา พอช้อปปิ้งได้ของ ออกมาจากร้านเพื่อนๆ ก็หายกันไปหมดแล้ว ขอแนะนำว่า ควรนัดแนะสถานที่เผื่อเอาไว้ ป้องกันการพลัดหลง แม้จะมากันแค่ 2คนก็ตาม ต่อให้หากันไม่เจอก็ต้องกลับมารอยังสถานที่ ที่นัดกันไว้
.

.
2. กลับไปรอยังสถานที่สุดท้ายที่เจอกัน
ถ้าหากไม่ได้มีกันนัดแนะสถานที่เจอกัน แล้วเกิดการพลัดหลง ก็มีหลายวิธีที่จะทำได้ แต่หนึ่งในนั้นที่เจ้ทำบ่อยๆ และอย่างไรก็ไม่หลงกันแน่ๆ ก็คือ การกลับไปรอ ยังสถานที่สุดท้ายที่เจอกัน เพราะคนที่เค้าหาเราไม่เจออย่างไร ก็จะเดินย้อน กลับไปยังเส้นทางเดิม เพื่อหาเราอย่างแน่นอน
.
3. หาไวไฟฟรี
เพื่อติดต่อกับเพื่อน ในประเทศญี่ปุ่นมีบริการฟรีไวไฟ ไว้คอยบริการลูกค้าที่มีใช้บริการ และนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้ออย่าง Lawson, 7-11, Starbucks และสถานีรถไฟใต้ดิน อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่นี่ ฟรีไวไฟ ถ้าหากเราหาเพื่อนไม่เจอจริงๆ ตั้งสติ และลองมองรอบๆ ข้างตัวดูว่ามีร้านเหล่านี้อยู่หรือไม่ ถ้ามีก็ตรงไปยังร้านเหล่านั้น และต่อไวไฟ เพื่อติดต่อเพื่อน และ share location ให้เพื่อนได้ทราบพิกัด แต่ข้อนี้เวลาคนที่หลงทางมักจะนึกไม่ค่อยได้ เพราะสติกระเจิงไปแล้ว
.

.
4. ควรมีนามบัตร & แผนที่โรงแรมติดตัวเอาไว้
เผื่อหลงทางกับเพื่อนอย่างไรแล้วไม่มีวี่แววว่า เพื่อนจะตามหาเราเจอแน่ๆ เราก็ต้องช่วยตัวเองโดยการหาทางกลับไปยังโรงแรมที่พักให้ได้ โดยการถามทางจากคนบริเวณนั้น, เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่รถไฟ และเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยว (Tourist information) ฯลฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ ถึงแม้จะคุยกันคนละภาษาแต่เจ้เชื่อว่า คนญี่ปุ่นเค้ามีน้ำใจค่ะ ถึงเค้าจะบอกทางเราเป็นภาษาที่เราเข้าใจไม่ได้ ให้สังเกตภาษากาย กิริยาท่าทางของเค้า ถ้าเป็นเรา เราก็ต้องทำทุกทางให้คนรับสารเข้าใจให้ได้มากที่สุด ถ้าโชคดีเจอคนใจดีบางทีเค้าก็เดินพาเราไปส่งยังจุดหมายเลยก็มี
.
5.จดจำเส้นทาง & สถานที่สำคัญ
ระหว่างเดินทางเราอาจจะเพลิดเพลินกับสิ่งจูงใจ สิ่งแปลกใหม่ ละลานตารอบๆ ตัว จนอาจทำให้จดจำเส้นทาง หรือ สถานที่สำคัญๆ ไม่ได้ ข้อนี้ขอแนะนำว่า ควรมองรอบๆ จดจำร้านค้า หรือ แลนด์มาร์กอะไรเด่นๆ เอาไว้ เพราะอย่างน้อยถ้าเกิดพลัดหลง เราจะได้ย้อนเส้นทางเดินไปยังสถานที่สุดท้ายที่เราเจอกับเพื่อนๆ หรือ สถานีรถไฟ และ ที่จอดรถได้อย่างถูกต้อง
.
6.ควรศึกษาเส้นทางการเดินทางเผื่อเอาไว้บ้าง
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนแพลนเที่ยว หรือ ผู้นำทริป แบบที่ว่าเพื่อนไปไหนเราไปด้วยขอเป็นผู้ตามอย่างเดียว เดี๋ยวเพื่อนก็พาเราไปถึงจุดหมายได้ แต่ในความเป็นจริง ถึงเราจะเป็น follower แต่เราก็ควรรู้เส้นทางการเดินทางติดไว้เป็นความรู้บ้าง เพราะผู้ติดตามในยามหลงทางก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย ป้องกันเอาไว้ดีกว่า
.

.
7.ควรเขียนรายละเอียดใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงของเด็ก
หากคนที่หลงทางไม่ใช่ผู้ใหญ่แต่เป็นเด็กน้อย เราก็ควรป้องกันเอาไว้ก่อน โดยการเขียนรายละเอียด ของผู้ปกครอง เบอร์ติดต่อ ที่พักโรงแรม เป็นภาษาอังกฤษ ใส่เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ หรือ กระเป๋ากางเกงของเด็กทุกครั้ง และทำการติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณนั้นๆ เพื่อช่วยในการติดตาม และอาจจะต้องสอนบุตรหลานทุกครั้งก่อนออกเดินทางว่า ถ้าเกิดพลัดหลงกับผู้ปกครอง ควรจะให้รอตรงจุดสุดท้ายที่เจอกัน หรือไม่ก็ให้ไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ร้านค้าที่อยู่บริเวณนั้นๆ แต่ทางที่ดี จับมือกันให้มั่น ป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่า
.
8.หากลงรถไฟไม่ทันเพื่อน ให้นั่งไปลงสถานีหน้าแล้วนั่งย้อนกลับมาเจอเพื่อนๆที่สถานีเดิม
เหมือนจะเป็น common sense แต่ในยามคับขัน มักจะสติแตกจนนึกไม่ถึงว่าจะต้องทำอย่างไร วิธีนี้ง่ายที่สุด ส่วนเพื่อน ๆ ก็ขอให้รอที่ชานชลา ลุ้นให้เพื่อนที่นั่งเลยไปกลับมาได้อย่างปลอดภัย ส่วนเพื่อนที่อยู่บนรถไฟ พอถึงสถานีหน้า ก็ให้ลงจากรถไฟแล้ว นั่งรถไฟย้อนกลับไป แต่เพื่อความชัวร์ ให้ถามเจ้าหน้าที่ว่าจะไปยังสถานีที่นั่งเลยมา ต้องไปขึ้นรถไฟขบวนไหน ชานชลาไหน แล้วตั้งสติเอาไว้ ยังไงก็ต้องเจอเพื่อนอย่างแน่นอน
.

.
9.หากวิ่งขึ้นรถไฟไม่ทันเพื่อน ต้องทำอย่างไร…ใครรู้บอกที
ใครเคยมีอาการแบบนี้บ้าง คือรถไฟมาแล้วต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟด้วยความเร่งรีบ ตัวเองวิ่งทัน แต่ลืมนึกไปว่า คนที่มาด้วยนั้น เพื่อนอาจจะขาสั้นวิ่งไม่ทันเรา แต่มานึกได้อีกที ตัวเราอยู่บนรถไฟ และประตูปิดไปแล้ว แต่เพื่อนก็ยังไม่ได้ขึ้นรถไฟ อย่างแรกต้องตั้งสติ! ทั้งคนนำทริป และคนตาม
– ถ้าเรามั่นใจว่าเพื่อนรู้แน่นอนว่าปลายทาง เราจะไปลงสถานีอะไรเราก็ไปรอที่สถานีเป้าหมาย ที่เราจะไปได้เลย ส่วนเพื่อนถ้าขึ้นรถไฟไม่ทันก็ไม่ต้องตกใจนะคะ สอบถามเจ้าหน้าที่รถไฟ ว่าขบวนรถไฟถัดไปจะจอดสถานีปลายทางที่เราจะลงหรือไม่ (เพราะรถไฟบางขบวนเป็นรถด่วน อาจจะไม่จอด สถานีที่เราจะลงก็ได้ถามไว้ก่อนเพื่อความชัวร์) และก็รอขึ้นรถไฟเพื่อไปเจอกับเพื่อน หรือถ้าสามารถติดต่อกันผ่านทางไวไฟได้ ก็นัดแนะเส้นทางกันได้เลย แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีไวไฟ ติดต่อกันได้ ก็ต้องทำตามวิธีที่บอก
.
– ถ้ามั่นใจแน่ๆว่าเพื่อนไม่รู้สถานีปลายทางอย่างแน่นอน แนะนำว่าให้เราลงสถานีหน้า แล้วนั่งรถไฟย้อนกลับไปหาเพื่อนยังสถานีเดิม เพราะเพื่อนที่ไม่รู้อะไรเลยก็คงจะรออยู่ตรงนั้น(ที่เดิม) และไม่กล้าที่จะไปไหนอย่างแน่นอน
.
10.หาเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเหลือ
ถ้าท้ายที่สุดจริงๆ เราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว หรือ มันเกินกำลังจริงๆ แนะนำว่าให้หาเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ป้อมตำรวจ ซึ่งที่ญี่ปุ่นจะเขียนว่า KOBAN อย่างน้อยถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เค้าก็จะพยายามให้ความช่วยเหลือ เราอย่างเต็มที่แน่นอน

สงสัยกันไหม?? ทำไมประเทศฮังการีถึงแปลกไปจากประเทศอื่นๆในยุโรป

VIEW POST

วันนี้พี่หมีมีความสงสัยในประเทศฮังการี สงสัยตั้งแต่ชื่อประเทศว่าทำไมมันดูแปลกๆ ภาษาและวัฒนธรรมก็มีเป็นของตัวเอง และเหมือนว่าจะเป็นประเทศเก่าแก่ที่ไม่ค่อยจะมีการเปลี่ยนแปลงของอาณาเขตมากนัก และอีกอย่างที่แปลกคือ ฮังการีเป็นพวกยุโรปที่สมัยโบราณขี่ม้าเก่งคล้ายๆพวกรัสเซียและมองโกล อาจเป็นเพราะภูมิประเทศด้วยหรือไม่นะ ที่ทำให้ประเทศนี้ไม่เหมือนประเทศอื่นๆในยุโรป ตามพี่หมีมาดูดีกว่า
.
.
ประเทศฮังการีเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์มากประเทศหนึ่งเลย ภาษาที่คนฮังการีใช้ก็มีความแปลก และมีเอกลักษณ์มากเช่นกัน ภาษาฮังการี(ม็อดยอร์)เป็นภาษาแทบไม่มีภาษาอื่นใกล้เคียง ภาษาที่คล้ายอยู่บ้างก็มีอยู่แถบยุโรปเหนือกับไซบีเรีย ซึ่งมีเพียงศัพท์บางคำเท่านั้นที่คล้ายกัน ภาษาฮังการีแกรมม่ายากมาก คำ ๆ หนึ่งสามารถต่อหางได้ยาวเป็นสิบพยางค์ เช่น คน(ember ; แอมแบร์), คนหลายคน(emberek ; แอมแบแร้ก), เพื่อคนหลายคน(embereknek ; แอมแบแร้กแน้ก) การสร้างประโยคภาษาฮังการีนั้นยากกว่ามาก เพราะมีการผันคำ(ต่อหาง)ทุกคำในประโยค และคำในประโยคสลับกันได้อีก (ยกตัวอย่างประโยค ฉันกินแอปเปิ้ล Almát eszek. (ออลม็าต แอแส็ก ; แอปเปิ้ล+ต – กิน+ฉัน) ออลม้อ(alma) คือ แอปเปิ้ล เติมตัวทีเข้าไปให้เป็นกรรมของประโยค กลายเป็นออลมาท(almát) คำว่ากิน(enni) ผันรูปให้เป็นฉันกินว่า eszek(แอแส้ก) ฯลฯ) ภาษาฮังการีใช้สระแอกับสระออเยอะมาก เพื่อในการผันคำต่อหาง เสียงจะได้เพราะขึ้น
.
อาหารฮังการีนั้นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนประเทศยุโรปกลางประเทศอื่น อาหารฮังการีใช้ปาปริก้าเป็นส่วนผสมเยอะมาก และมีการใส่เครื่องเทศอื่นๆให้เข้มข้น หน้าตาคล้ายแกงไทย แต่ไม่เปรี้ยว อาหารฮังการีมักจะใส่หอมหัวใหญ่ กระเทียม ซอร์ครีม และไขมัน ในการทำอาหาร คนฮังการีดื่มทุกอย่าง แต่ที่เป็นเครื่องดื่มประจำบ้านของที่นี่ เป็นเหล้ากลั่นผลไม้ มีชื่อว่า ปาลิงก้า วิธีทำก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็เอาผลไม้ไปหมักแล้วกลั่นไอเป็นน้ำเหมือนเหล้าขาวของประเทศไทย หน้าร้อนในฮังการีมีเทศกาลปาลิงก้าทุกปี คนที่นี่ชอบถึงขนาดที่ว่าแต่งเพลงให้ไอ้ปาลิงก้านี่เลบ
.
คนฮังการีนั้นมีความชาตินิยมสูงมาก การบริโภคอาหารหรือสิ่งของใช้สอยต่างๆนั้น คนฮังการีมักจะเลือกซื้อของที่ผลิตในประเทศมากกว่า คนฮังการีโหยหาอดีตของตัวเองมาก เมื่อก่อนประเทศฮังการีเคยมีขนาดใหญ่โต แต่หลังสงครามโลกครั้งที่1 ประเทศก็โดนแบ่งออก เหลือเพียง30% ทำให้มีคนฮังการีพลัดถิ่นอยู่มาก โดยเฉพาะในทรานซิลเวเนีย และสโลวาเกียตอนล่าง คนฮังการีจัดงานรำลึกทุกปีถการเสียดินแดน คนฮังการีถือว่าบทกลอน บทประพันธ์ของประเทศฮังการีนั้นไพเราะ
และการเต้นพื้นเมืองฮังการีนั้นถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวฮังการีหวงแหนอนุรักษ์ไว้ ฮังการีมีประชากรเพียง10ล้านคนเท่ากรุงเทพฯ แต่มีนักวิทยาศาสตร์ชาวฮังการีที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง14คนเลยทีเดียว และมักจะได้เหรียญทองโอลิมปิกโปโลน้ำและสเก็ตน้ำแข็งเสมอ
.

.
ประเทศฮังการีเป็นเหมือนศูนย์กลางของวัฒนธรรมยุโรป ทั้งเยอรมัน และสลาฟวิก ชาวฮั่น รวมไปถึงตุรกีเข้าไว้ด้วยกัน เป็นมนตร์เสน่ห์แห่งยุโรปกลาง ที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง ทั้งกรุงบูดาเปสต์ เมืองสองฟากแม่น้ำดานูบ ที่ในสมัยตอมมิวนิสต์ คนรัสเซียถึงกับเรียกเมืองนี้ว่าไข่มุกแห่งยุโรปตะวันออก ทะเลสาบบอลอโต็นที่กว้างสุดขอบฟ้า ล่องลำน้ำดานูบ ทานกูยาช อาหารประจำชาติ หากได้มาเที่ยวยุโรป ฮังการีเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบ็กแพ้กอีกที่หนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลย!

หอเอนเมืองปิซ่า เอนแต่ทำไมไม่ล้ม เพราะอะไรมาดุความลับนี้กัน

VIEW POST

หอเอนเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา หนึ่งในสามสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ในจตุรัสดูโอโม เป็นหอระฆังรูปทรงกระบอก 8 ชั้น สูงถึง 56 เมตร สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวน้ำหนักรวมถึง 14,500 ตัน หอปิซ่าเอนตั้งใจหรืออุบัติเหตุ หลายคนสงสัยว่าหอคอยเมืองปิซ่านี้ถูกออกแบบมาให้คนตั้งคำถามว่าทำไมถึงเอนแบบจงใจ เหมือนสมัยนี้ที่มีดีไซน์แหวกๆหลากหลาย พวกบ้านกลับหัวตีลังกาก็ยังมี หรือเป็นเพียงเหตุการณ์ไม่คาดคิดมาก่อนกันนะ


.
.
.
คำตอบคือ เดิมที หอเอนเมืองปิซ่าก็จะสร้างขึ้นมาให้เป็นหอตรงตั้งตรงเหมือนตึกทั่วไป หอนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1173 สร้างไปสัก 1 ใน 3 หอก็เริ่มเอียง เพราะดินใต้พื้นไม่มีชั้นหิน เป็นโคลนดินนิ่มๆ ก็เลยทรุดตัวจนหอเอนไปด้านทิศเหนือเล็กน้อย ทางผู้ก่อสร้างจึงหยุดก่อสร้างไป เพราะกลัวจะถล่มลงมา อีกประมาณ 100 ปีถัดมา ในปี ค.ศ.1272 Giovanni di Simone ก็ได้มาสร้างต่อจากของเดิม โดยพยายามสร้างชั้นบนให้ถ่วงไปด้านตรงข้ามก็คือด้านทิศใต้ (เป็นด้านที่เอียงอยู่ตอนนี้) เพื่อลดความลาดเอียงที่เกิดขึ้น สร้างยังไม่ทันเสร็จ ก็ต้องหยุดสร้างเพราะเกิดสงคราม กว่าหอเอนนี้จะสร้างเสร็จเรียบร้อยก็นั่นเลยปี ค.ศ.1372 เรียกว่ากว่าจะมีให้เห็นอย่างทุกวันนี้ใช้เวลาสร้างร่วม 200 ปีเลยทีเดียว

ในปี ค.ศ.1935 วิศวกรก็เลยปรับปรุงฐานให้หอเอนนี้หนาแน่นด้วยการเทคอนกรีตลงไปที่ฐานราก เพื่อยึดฐานของหอให้มั่นคงขึ้น เพื่อหยุดการโน้มเอียง แต่หอนี้ยังคงเอียงไปทางทิศใต้เรื่อยๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1990-2001 ได้มีการปรับปรุงอีกครั้งเพื่อสร้างความแข็งแรงไม่ให้หอล้มครืนลงมา แต่ก็ยังไม่เป็นผล จนปัจจุบันหอเอนปิซ่ายังค่อยๆ โน้มตัวเอนลงเรื่อยๆ ถึงประมาณ 13 องศาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายท่านระบุว่า หอเอนมีโอกาสพังถล่มลงมาแน่นอน โดยทุกๆ 20 ปี หอคอยแห่งนี้จะเอนลง 1 นิ้ว


.
.
.
อีกเรื่องที่น่าสนใจของหอเอนปิซ่านี้ คือ นักดาราศาสตร์ชื่อดังของโลก กาลิเลโอ กาลิเลอี เคยทำการทดลองน้ำหนักของวัตถุ และกฏแห่งแรงดึงดูดของโลก (กฎนิวต้น) เป็นผลสำเร็จ ณ ที่หอเอนแห่งเมืองปิซ่าแห่งนี้ แต่ถ้าจะถามว่า ทำไมบุคคลชื่อดังท่านนี้ต้องไปทดสอบที่หอเอนปิซ่า อันนี้ยังไม่มีใครทราบได้นะจ๊ะ

ไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่อยากไปเที่ยวต่างประเทศต้องทำยังไง?

VIEW POST

มีหลายคนที่อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศดูสักครั้งแต่ดันพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งได้แค่ snake snake fish fish กลัวว่าจะไปไหนไม่รอด สุดท้ายก็เลยได้แต่Amezing Thailand แทบทุกซอกทุกมุม แต่ไม่เคยได้ไปเยือนต่างแดนสักที อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดด้านภาษามาเป็นอุปสรรคในการท่องโลก เพราะไม่ใช่ทุกประเทศทั่วโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสื่อสาร หรือถึงแม้จะใช้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะวันนี้พี่หมีได้รวบรวมเอาข้อแนะนำดีๆ สำหรับผู้ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่อยากเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมาไว้ให้แล้ว
1.จงมั่นใจเข้าไว้ อย่ากลัว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามหากคุณมีความมั่นใจซะอย่างหนทางที่จะประสบความสำเร็จ ก็มากกว่าครึ่งแล้ว
2.พูดเท่าที่ได้snake snake fish fish ตามประสานั่นแหละ ไม่จำเป็นต้องเป๊ะถูกหลักไวยากรณ์ คิดคำไหนออกก็พูดมาเลยโดยเฉพาะคีย์เวิร์ดสำคัญพยายามจำเอาไว้แล้วพูดออกมาเดี๋ยวคนฟังก็ปะติดปะต่อได้และเข้าใจเอง
3.ใช้ภาษามือและรูปภาพประกอบ อย่างเช่นโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อย่าลืมปริ๊นท์รูปภาพเหล่านั้นติดไปด้วย หรือไม่ก็แค็ปหน้าจอมือถือหรือแท็ปเล็ตแล้วเซพเอาไว้เพื่อจะช่วยให้ถามทางได้ง่ายขึ้น
4.พยายามศึกษาแผนและวิธีการเดินทางให้มากที่สุด ซึ่งมีผู้รีวิวข้อมูลเอาไว้มากมายในเสิร์จเอนจิ้นทั้งหลาย และเมื่อคุณทราบข้อมูลเหล่านั้นมากเท่าไหร่คุณก็จะสามารถไปไหนมาไหนได้เองจนบางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับใครเลยก็ได้
5.ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ แอปพลิเคชั่นไหนที่เขาแนะนำว่ามีประโยชน์ต่อการเดินทางก็โหลดเก็บเอาไว้ในสมาร์ทโฟนซะ อย่างเช่น Google Map และสำหรับผู้ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ แอปพลิเคชั่นที่จะช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นก็คือ Google Translate

6.คำพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้บ่อยๆ เช่น Hello, Thank you, Excuse me, Sorry ประโยคพื้นฐานต่างๆ ที่ต้องใช้ตามโรงแรม ร้านอาหาร ควรฝึกเอาไว้เพราะคุณต้องได้ใช้แน่ๆ หรือถ้าไปในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ก็ควรฝึกคำพื้นฐานของประเทศนั้นๆ เอาไว้ อย่างน้อยก็คำทักทายและคำขอบคุณ
7.ยิ้มแย้ม สุภาพเข้าไว้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ใครก็ตามยินดีจะให้ความช่วยเหลือคุณด้วยความเต็มใจ และถึงแม้บางคนจะสื่อสารกับคุณไม่เข้าใจเขาก็จะพยายามหาคนที่สื่อสารเข้าใจมาช่วยเหลือคุณให้ได้

วิธีรับมือเมื่อหลงทางในต่างแดน ทริคเด็ดๆในการเอาตัวรอด

VIEW POST

เคยไหมที่รู้สึกว่าไม่กล้าออกไปท่องโลกเพราะมีกำแพงด้านภาษา? เคยไหมที่รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวยามอยู่ต่างแดน? เคยไหมที่หลงทางแล้วอยากจะร้องไห้มันซะตรงนั้น? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าได้ลองอ่านสิ่งที่พี่หมีแนะนำ เพราะพี่หมีมีทริคเด็ดๆและวิธีการรับรับมือเมื่อเราหลงทางและการตัวรอด ตามพี่หมีมาดูกันดีกว่าว่าจะมีวิธีอะไรบ้าง

✔️จองโรงแรมหรือ HOSTEL ที่มั่นใจว่าพูดภาษาอังกฤษได้
แน่นอนว่าเราต้องหาคนที่สามารถพึ่งพาได้ซักคนนึงก่อน โดยระหว่างทริป คน ๆ นี้นี่แหละที่จะมีความสำคัญกับเราอย่างที่สุด โดยจะถามทาง กางแผนที่ หรือติดต่อเช่าอะไรต่าง ๆ ก็ต้องถามหาเขาคนนี้นี่แหละ ฉะนั้นก่อนจองโรงแรม ลองดูฟีดแบคจากรีวิวให้ดีก่อน ว่าพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้

✔️เก็บชื่อสถานสำคัญในภาษานั้นๆ ติดตัวไว้
เป็นวิธีที่ได้ผลแน่นอนมากกว่าการพยายามออกเสียงให้ถูกต้อง โดยในหลายๆภาษา ถึงเราพยายามออกเสียงยังไงก็ไม่มีทางจะออกเสียงได้ถูกเลย คล้ายๆ กับที่ชาวต่างชาติพยายามถามทางเรานั่นแหละ ฉะนั้นเก็บชื่อสถานที่เอาไว้กับตัว ไม่ว่าจะ print ออกมา หรือจะเก็บเอาไว้ในมือถือก็ตามความสะดวกได้เลย

✔️พกนามบัตรโรงแรมเสมอ
บางครั้งเมืองที่เราไปเยือนก็ช่างสวยงามน่าเดินเที่ยวไปเสียทุกมุม เดินไปเดินมาก็พาลหลงทาง หรือบางครั้งไม่หลงทาง แต่ก็พบว่าที่พักช่างอยู่ไกลเกินกว่าจะเดินกลับเหลือเกิน จะเรียกแท็กซี่ก็บอกไม่ถูกอีกว่าตรงไหน ฉะนั้น ยื่นนามบัตรไปให้พี่แท็กซี่ดูจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

✔️พกแผนที่เสมอ
จะแผนที่เป็นแผ่นๆ หรือในมือถือก็แล้วแต่ ควรจะพกติดเอาไว้เสมอ ดูไม่เป็นก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อย มันเอาไว้อ้างอิงตำแหน่งของตัวเองจากคนรอบข้างได้ ก่อนออกจากโรงแรมก็ให้คนที่โรงแรมกาในแผนที่ให้ก็ได้ว่าโรงแรมอยู่ตรงไหน สถานที่เที่ยวหลักอยู่ตรงไหน (ซึ่งมักจะแสดงในแผนที่อยู่แล้ว ) บางโรงแรมยังใจดี ทำแผนที่ของตัวเองพร้อมเส้นทางเดินให้อีกด้วย แต่ถ้าหลงทางจริง ๆ ก็ให้เลือกถามคนที่ไว้ใจได้ อาจจะเป็นคนในร้านสะดวกซื้อก็ได้ ส่วนใหญ่ถึงพูดไม่ได้ ก็ชี้มือชี้ไม้ให้เรารู้เรื่องได้

✔️ใช้ภาษาภาพ
ใครที่วาดภาพพอจะเป็น นี่เป็นอีกวิธีที่คลาสสิคที่สุด เนื่องจากภาษาภาพเป็นภาษาสากล มนุษย์ทุกคนล้วนเข้าใจ เช่น เราเข้าไปที่ร้านอาหาร อยากทานปลา ถ้ามีให้ชี้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่มี ก็ลองหยิบกระดาษมาวาดรูปปลาแบบที่เด็กๆ ชอบวาดกัน เชื่อว่าง่าย และรวดเร็วกว่าการเปิด ดิคชันนารี หาคำศัพท์แน่นอน

✔️ภาษาร่างกาย
ถ้าเคยดูรายการเกมโชว์หลายรายการ มักจะมีการใบ้คำโดยใช้ภาษาร่างกาย เมื่อเข้าตาจน เราเองก็ต้องทำได้ แม้ว่าบางอย่างจะน่าอายไปบ้างก็ตาม โดยภาษาง่าย ๆ ก็เช่น ที่พัก (ทำท่าหลับ) ร้านอาหาร (ทำท่าทานข้าว) สนามบิน (ทำมือพุ่งเป็นเครื่องบินขึ้น พร้อมร้อง ฟิ้ววววว) ลองทำดู ต้องมีคนเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อย

✔️ใช้กล้องให้เกิดประโยชน์
อุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่มีประโยชน์กว่าเก็บความทรงจำ เพราะมันเก็บภาษาเอาไว้สื่อสารได้ด้วย ระหว่างทาง หากเจอป้าย หรือโฆษณาที่น่าสนใจ ถ่ายเก็บเอาไว้เลย เอาไว้ใช้โชว์ให้ดูได้ว่า อยากไปที่นี่นะ หรือในร้านอาหารที่มีตัวอย่างอาหารโชว์อยู่หน้าร้าน เช่นที่ญี่ปุ่น ก็สามารถถ่ายภาพอาหารแล้วเปิดให้ที่ร้านดูได้เลยว่าอยากทานจานนี้นะ

✔️อย่ากลัว ยิ้มเข้าไว้
หลายๆ คนมักจะแสดงท่าทีลนลาน วิตกและกลัวเวลาที่เกิดปัญหาแล้วไม่มีใครสื่อสารได้ ให้ทำใจเย็น ๆ และพยายามใช้วิธีข้างบนให้หมดทุกวิธี และอย่าลืมยิ้มเข้าไว้ ภาษาสากลที่ไม่ว่าคนชาติไหนก็มักจะยินดีช่วยเหลือเสมอ ลองนึกถึงตัวเอง หากมีฝรั่งทำหน้าตื่นวิ่งมาหาเรา บางทีเราเองนั่นแหละที่ตกใจเสียเอง แต่หากเขาเดินมาสอบถามด้วยภาษาฝรั่งเศสที่เราไม่เข้าใจซักนิด แต่ยิ้มมาอย่างสุภาพ เราเองก็สามารถช่วยเหลือได้อย่างใจเย็นกว่าเหมือนกัน

✔️APP หรือโปรแกรมเกี่ยวกับภาษามีมากมาย
ในยุคสมาร์ทโฟนครองเมืองแบบนี้ เราสามารถที่จะหาโปรแกรมเสริมที่ช่วยในการแปลภาษาได้อย่างมากมาย ทั้งโปรแกรมแปลประโยค โปรแกรมที่มีเสียงพูด หรือแผนที่แบบต่าง ๆ ฉะนั้นก่อนจะออกเดินทางก็เตรียมตัวให้พร้อม ทั้งสมาร์ทโฟน และแบทเตอรี่เสริมด้วย
.
.
.
.
สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็ คือ “ความกล้า” กล้าที่จะออกไปเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อย่าให้กำแพงภาษาเป็นอุปสรรคกับการเดินทาง 🙂

ความมหัศจรรย์ของสโตนเฮนจ์ (Stonehenge)

VIEW POST

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน

สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบ วัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า “ทุ่งมาล์โบโร” ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว

แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่างๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และ บูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทาง ตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพใน บริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าแห่งธรรมชาติทั้งหลาย

วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮ นจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งออีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์

.
.
.
.
.
ขอบคุณข้อมูลจาก travelinholidaywithme