ความมหัศจรรย์ของสโตนเฮนจ์ (Stonehenge)

VIEW POST

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน

สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบ วัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า “ทุ่งมาล์โบโร” ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว

แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่างๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และ บูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทาง ตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพใน บริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าแห่งธรรมชาติทั้งหลาย

วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮ นจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งออีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์

.
.
.
.
.
ขอบคุณข้อมูลจาก travelinholidaywithme

เทศกาลของญี่ปุ่นช่วงเดือนเมษายน

VIEW POST

เดือนเมษายน ถือว่าเป็นช่วง High-Season เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่น เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศอบอุ่นขึ้น บรรดาดอกไม้ต่างๆ แข่งกันออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทั้งญี่ปุ่น ช่วงนี้เป็นช่วงที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากไม่ใช่น้อย มีกิจกรรมมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วม และไฮไลท์สำคัญของเดือนเมษายน ฤดูใบไม้ผลิของประเทศญี่ปุ่นนั่นก็คือ ดอกซากุระ ดอกไม้ประจำชาติ ที่บานสะพรั่งสวยงาม ได้ใจนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราไปเต็มๆ ไม่ใช่แค่ดอกซากุระเพียงเท่านั้น ยังมีดอกไม้ พรรณไม้อื่นๆ เบ่งบานสวยงามมากเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเดือนแห่งการชมดอกไม้ อีกทั้งบรรยากาศอบอุ่น เย็นสบายแบบพอดี ทำให้เราสามารถแต่งตัวแฟชั่น ไม่ต้องใส่เสื้อหนาๆ เที่ยวชม และเก็บภาพความสวยงามได้อย่างเต็มที่ เช็คอินชิลล์ วันนี้พี่หมีเลยจะพาไปชมเทศกาลต่างๆ ในเดือนเมษายนของประเทศญี่ปุ่นกัน

เทศกาลชมดอกซากุระ (Sakura Festival)

ต้นเดือนเมษายน เป็นฤดูของดอกซากุระ ในภาคกลางของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งโตเกียว, เกียวโต และโอซาก้า ส่วนสถานที่ที่แนะนำให้ไปชมดอกซากุระ ในกรุงโตเกียวนั้น อยู่ด้านบนแล้วจ้า สำหรับจุดชมดอกซากุระที่ดีที่สุด คือ คูเมืองชิโดริกะฟูจิ และ แม่น้ำเมกุโระ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกไปที่นี่ เพราะทัศนียภาพสวยงาม โดยคูเมืองชิโดริกาฟูจิ สามารถพายเรือในคูเมืองเรียบพระราชวังอิมพิเรียล พร้อมชมดอกซากุระที่สวยงามทั้งสองฝั่ง ให้บรรยากาศโรแมนติคสุดๆ ส่วนแม่น้ำเมกุโระ มีต้นซากุระเรียงรายเป็นแนวยาว ในตอนกลางคืนเมื่อเปิดไฟจะสะท้อนกับผิวน้ำ ทำให้ดูสวยงาม ในช่วงค่ำ คนจะเยอะมาก มีพื้นที่สำหรับปิคนิค และมีร้านอาหารมากมาย

หากมีเทศกาลชมดอกซากุระแล้ว ก็ต้องมี ประเพณีฮานามิ คือ การชมความสวยงามของดอกไม้ ฮานามิเป็นประเพณีที่นิยมอย่างมากในญี่ปุ่น เป็นประเพณีที่เก่าแก่มากกว่าพันปี คนญี่ปุ่นจะออกมาปิคนิคในสวน ทานอาหาร ชมนกชมไม้ สูดอากาศ พูดคุย พร้อมกับนั่งชมดอก พบได้ตามจุดชมดอกซากุระต่างๆ ที่อนุญาตให้ปิคนิคได้

เทศกาลแห่ลึงค์ (Kanamara Matsuri)

เทศกาลแห่ลึงค์ เป็นศาสนพิธีในศาสนาชินโต จัดขึ้นทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน ซึ่งปีนี้ ตรงกับวันที่ 1 เมษายน โดยผู้คนจะแห่ปลัดขิกไว้บนเสลี่ยง ขบวนใหญ่โต อึกทึกครึกโครม ศาลเจ้าคะนายามะขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งกราบไหว้ของเหล่าโสเภณีให้คุ้มครองจากโรคที่มาจากเพศสัมพันธ์ และศาลเจ้านี้ยังเป็นที่สถิตของเทพเจ้าแห่งความรุ่งเรือง และการสืบพันธุ์สร้างครอบครัว ช่วยให้บุตรคลอดง่าย ชีวิตคู่ร่มเย็น มีความเชื่อกันว่า ผู้หญิงที่สมรสแล้วภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หากได้สวมชุดเจ้าสาวขึ้นไปคร่อมปลัดขิกที่ใช้แห่แล้วจะทำให้ชีวิตสมรสมีแต่ความสุข

ปัจจุบันเทศกาลนี้ จัดขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการท่องเที่ยวและเรี่ยไรเงินไปสมทบการวิจัยไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในคน มากกว่าเพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ด้วยการนำประเพณีในรุ่นเก่าๆ มาประยุกต์ให้เข้าปัจจุบัน แถมยังได้ประโยชน์อีกด้วย

เทศกาลอินุยามะ (Inuyama Festival)

เทศกาลอินุยามะ เป็นเทศการสรรเสริญนารุเสะ ฮายาโตะ โนะ โช มาซาโตระ หัวหน้าบริวารของตระกูลโอวาริโทคุกาวะ และขุนนางแห้่งปราสามอินุยามะ จัดครั้งแรกในปี 1635 และสืบต่อมาถึงปัจจุบัน โดยจัดให้เป็นเทศกาลของศาลเจ้าฮาริทสึนะ เพื่อบูชาเทพอารักษ์ท้องถิ่น มีรถแห่ทั้งหมด 13 คัน แบ่งเป็น 3 ตอน ไฮไลท์ของงาน คือ การแสดงตุ๊กตากลหุ่นคารากุริ ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยยุคเอโดะ มีเสียงดนตรีจากขลุ่ยและกลองไทโกะ และในตอนเย็น รถแห่ประดับประดาไปด้วยโคมญี่ป่น 365 ดวง เป็นภาพที่ตระกาลตาสวยงาม ซึ่งขบวนแห่จะผ่านตามทางที่มีต้นซากุระที่บานแล้วเต็มที่ ไปรอบเมืองรอบปราสาทอินุยามะ ให้สวยงามเหมือนหลุดออดมาจากภาพวาด

เทศกาลดอกชวนชม บุงเกียว (Bunkyo Azalea Festival)

เทศกาศชมดอกชวนชม ที่ศาลเจ้าเนซุ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่เล่าต่อกัันมาว่าสร้างขึ้นมานานถึง 1,900 ปี เป็นที่รู้จักกันดีว่าภายในศาลเจ้า มีสวนดอกชวมชมที่สวยงาม อายุมากถึง 300 ปี มีต้นชวนชมราว 3,000 ต้น จาก 100 สายพันธุ์ และมีพันธุ์หายาก ในช่วงนี้ดอกชวนชมจะเบ่งบาน สร้างความสวยงามหลากหลายสีสัน ดั่งภาพวาด ที่รายล้อมศาลเจ้า เสียค่าเข้าชม 200 เยน และช่วงเทศกาล ทางศาลเจ้ายังเปิดอาคารหลักของศาล คือ ตัวศาลเจ้า และอาคารทั้ง 7 ให้เข้าชม เพื่อให้ชื่นชมสถาปัตยกรรมของชาติที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รอบละ 20 นาที ทั้งรูปปั้นและภาพวาดต่างๆ ที่ไม่เคยแสดงที่ไหน อีกทั้งยังเพลิดเพลินกับงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งต้นไม้้ ของเก่า และร้านค้าอื่นๆ อีกมากมาย

เทศกาลชมดอกวิสทีเรียครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Wisteria Festival)

สวนดอกไม้อาชิคางะ เป็นสวนดอกวิสทีเรียที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีต้นวิสทีเรียมากกว่า 350 ต้น และมีต้นวิสทีเรียที่เก่าแก่ถึง 150 ปี โดยมีความกว้างเท่ากับเสื่อทาทามิ 600 ผืน ภายในสวน มีอุโมงค์ดอกวิสทีเรียสีขาวและสีเหลือง ยาวถึง 80 เมตร อีกทั้งยังมีดอกวิสทีเรียสายพันธุ์อื่นๆ บานสะพรั่ง ทั้งสีชมพูอ่อน สีม่วง สีขาว และสีเหลือง ให้นักท่องเที่ยวชมความงามได้ตลอด 1 เดือน แถมยังได้รับคำชมจาก CNN ว่า ต้นวิสทีเรียที่นี่งดงามเปรียบดั่งต้นไม้ในภาพยนตร์เรื่องอวตาร ไฮไลท์ของงานคือ ซุ้มต้นวิสทีเรียขนาดใหญ่ ที่มีความกว้างถึง 1,000 เมตร ในส่วนของยามเย็นตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ทางสวนจะทำการเปิดไฟฉายไปยังดอกวิสทีเรีย ซึ่งให้อารมณ์ชวนหลงไหล ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ สวยงามมากๆ เลยล่ะจ้าาา

ไม่ได้มีเพียงแค่ดอกวิสทีเรียเท่านั้น สวนดอกไม้อาชิคางะยังมี ดอกอาซาเลีย ที่บานสะพรั่งมากกว่า 5,000 ต้น ซึ่งสายพันธุ์ของดอกอาซาเลียนั้น ถูกรวบรวมมาจากทั่วโลก มากกว่า 1,000 ชนิด มีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น ที่มีสายพันธุ์เยอะกว่าประเทศอื่นๆ ดอกอาซาเลีย สีสันสดใส สวยงาม รับรองว่า ชมแล้วตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน ถ่ายรูปสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกรัวๆ ไปเลยเนอะ

อัตราค่าเข้าชมสวน ช่วงเช้า (เวลา 07.00-18.00 น.) ผู้ใหญ่ ราคา 900 – 1,800 เยน / เด็ก ราคา 500 – 900 เยน ส่วนช่วงเย็น (เวลา 17.30-21.00 น.) ผู้ใหญ่ ราคา 600 – 1,500 เยน / เด็ก ราคา 300 – 800 เยน

———————————————————————————————

ว้าวว เดือนเมษายนเนี่ย มีแต่กิจกรรมที่น่าสนใจทั้งนั้นเลยเนอะ เทศกาลต่างๆ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นช่วงไฮซีซั่นอีกด้วย ญี่ปุ่นในเดือนเมษายน เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว แต่อากาศก็ยังเย็นๆ อยู่นะ ต้นไม้/ดอกไม้ต่างๆ ต่างก็ผลิดอกออกผล สีสันสวยงาม โดยเฉพาะดอกซากุระ สีชมพูสดใส ให้บรรยากาศสุดละมุน โรแมนติคที่สุด และดอกวิสทีเรีย ห้อยระย้า สวยงาม สำหรับใครที่เดินทางไปเที่ยวเป็นคู่ ในบรรยากาศแบบนี้ รับรองว่า ฟินกันอย่างแน่นอนจ้า

5 ที่เที่ยวต่างประเทศ ฤดูไหนดี ที่ไหนโดน มาดูกัน !!

VIEW POST

เที่ยวต่างประเทศไหนดี ?? หลายๆ คนเวลาจะท่องเที่ยว ก็อาจจะเลือกจากค่าใช้จ่ายก่อน เลยทำให้ช่วงที่เลือกไปเป็นช่วง Low Season ซึ่งอาจจะไม่ได้สัมผัสความพีคของแต่ละสถานที่ได้อย่างเต็มที่ วันนี้พี่หมีจึงขอแนะนำให้ทุกคน เก็บเงินเพิ่มอีกสักนิด แล้วไปเที่ยวในช่วง High Season จะดีกว่า บอกเลยว่าได้เจอความสวยงาม ความพีค น่าประทับใจกว่าเป็นไหนๆ

1. เที่ยวญี่ปุ่น – ใบไม้เปลี่ยนสี

ประเทศแรกมาเริ่มกันที่ญี่ปุ่น ประเทศในใจที่คนไทยหลงรัก หากจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ถ้าไม่ไปสัมผัสหิมะตก อากาศหนาว ก็มีช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละที่ถือว่าเป็น High season ของที่ญี่ปุ่นเลย เพราะใบไม้จะเปลี่ยนเป็น สีแดง ส้ม เหลือง สวยสดใสไปทั่วประเทศญี่ปุ่น แถมอากาศก็กำลังดี ไม่หนาวเกินไป ใส่เสื้อโค้ทถ่ายภาพกำลังสวยเลยล่ะ ใครมีแพลนจะไปญี่ปุ่น ต้องไป ช่วงปลายตุลาคม – ต้นธันวาคม จะได้เจอใบไม้เปลี่ยนสีเต็มๆแบบฟินสุดๆ

2. เที่ยวเกาหลี – หน้าหนาว

ไปเกาหลี นอกจากจะไปช้อปปิ้งแล้ว ก็ถือว่าที่เที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก นอกจากในช่วง High Season ช่วงปลายธันวาคม – ต้นมีนาคม ที่จะมีหิมะตก ทำให้เมืองทั้งเมืองขาวโพลน ดูสะอาดตา แถมได้สัมผัสอากาศหนาวจับใจเลยล่ะ ส่วนใหญ่แล้วช่วงฤดูหนาวนี้นักท่องเที่ยวจะนิยมไปสกี รีสอร์ท เล่นหิมะกัน ใครเบื่ออากาศร้อนบ้านเรา ก็ลองไปเที่ยวเกาหลีช่วงปลายปี – ต้นปีดูนะ

3. เที่ยวมัลดีฟส์ – ซัมเมอร์

ไปทะเลทั้งที แน่นอนว่าก็ต้องไปช่วงซัมเมอร์ใช่ไหมล่ะ ซึ่งมัลดีฟส์ก็เป็นทะเลในฝันของหลายๆคน ถึงแม้จะราคาสูงแต่ก็อยากจะไปลองสัมผัสดูสักครั้ง ถ้าหากไปในช่วง Low season อาจจะถูกลงหน่อย แต่ก็เสี่ยงกับการเจอพายุ เที่ยวไม่คุ้ม ทะเลไม่สวยอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นไป ช่วงเดือนธันวาคม – เดือนเมษายน ที่เป็นช่วง High season จะดีกว่านะ น้ำใสฟ้าสวย บอกเลยว่าได้รูปสวยๆกลับมาเพียบ !!

4. เที่ยวไอร์แลนด์ – แสงเหนือ

สักครั้งในชีวิต เราทุกคนก็คงอยากจะไปเห็นแสงเหนือด้วยตาของตัวเอง และคงไม่มีที่ไหนเหมาะสมที่จะดูแสงเหนือมากไปกว่าที่ไอร์แลนด์นั่นเอง ซึ่งช่วงที่ถือว่าเป็น High season ก็คือ ช่วงปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนมีนาคม ที่เป็นช่วงอากาศหนาว และช่วงกลางคืนก็จะยาวนานมากกว่าปกติ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเห็นแสงเหนือมากขึ้นนั่นเอง

5. เที่ยวฟินแลนด์ – หน้าหนาว

มันคงจะฟินไม่น้อย ถ้าหากเราได้ไปเที่ยวที่หมู่บ้านซานตาครอส ที่ เมืองโรวาเนียมิ ประเทศฟินแลนด์ ในช่วงคริสมาสต์ บอกเลยว่าหมู่บ้านนี้มีความโรแมนติกและน่ารักมากๆ เลยล่ะ ยิ่งช่วงคริสมาสต์ที่มีหิมะขาวโพลน ตัดกับสีแดงสีเขียวของสารพัดของกุ๊กกิ๊ก ที่ตกแต่งไว้สำหรับเทศกาลคริสมาสต์ เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีสุดๆ เลยล่ะ ต้องลองไปดูสักครั้งบอกเลยว่าโรแมนติกสุดๆ

เป็นไงบ้าง บอกแล้วว่าในช่วง High season ของแต่ละประเทศ ก็มีความพีคแตกต่างกันไป ซึ่งไม่เหมือนกับเที่ยวช่วง Low season แน่ๆ ยอมเก็บเงินเพิ่มอีกนิด เพื่อไปเที่ยวในช่วง High season รับรองว่าสวยฟินประทับใจไม่ลืมแน่นอน

ช่วงเวลาที่ควรไปเที่ยวออสเตรเลีย พร้อมอากาศดีๆ

VIEW POST

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวปะการัง Great Barrier Reef ที่มีชื่อเสียงระดับโลกไปจนถึงไร่องุ่นที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ออสเตรเลียมีบางอย่างสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภทเสมอ

และนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการไปเยือนประเทศออสเตรเลีย

ช่วงเวลาที่ออสเตรเลียมีอากาศที่ดีที่สุด
ฤดูกาลในออสเตรเลียต่างไปจากประเทศที่อยู่ในซีกโลกเหนือ ซึ่งจะมีฤดูร้อนตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ประเภทของสภาพอากาศจะขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาค
– สำหรับตอนเหนือของออสเตรเลีย ฤดูหนาวจะไม่มีฝนตก แต่ฤดูร้อนจะมีฝนตกชุกแรง
– สำหรับตอนใต้ของออสเตรเลีย ได้แก่ Adelaide และ Melbourne อุณหภูมิในฤดูหนาวจะเย็นสบาย

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการไปเยือนชายฝั่งตะวันออก
ชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียมักถูกพิจารณาว่า ขยายออกจากเมือง Cairns ทางตอนเหนือไปทาง Melbourne ทางตอนใต้ และเป็นพื้นที่ที่สะดวกที่สุดในการเดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางที่กว้างใหญ่ นักเดินทางสามารถใช้เวลาในการขับรถจากทางตอนเหนือไปยังตอนใต้ได้นานกว่า 40 ชั่วโมง โดยไม่มีการจราจรและไม่มีการหยุดพัก โดยมีสภาพอากาศและทัศนียภาพแตกต่างกันไป

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการไปเยือน the Great Barrier Reef
ทางตอนเหนือ ดูเหมือนว่า Great Barrier Reef จะมีอุณภูมิที่อบอุ่นตลอดปี ในช่วงฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นและมีฝนตกชุก ฝนมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางอย่างช้างๆ แม้จะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมแก่การชมประการัง แต่เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกเลี่ยงฝูงชน

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชม Gold Coast
ชายฝั่งโกลด์โคสต์ (Gold Coast) เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่โด่งดังไปทั่วชายหาดที่สวยงามเช่น Coogee Manly และ Bondi ที่มีความยาวกว่า 500 ไมล์ทางใต้ของโกลด์โคสต์ อุณหภูมิในฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวและมีฝนตกเล็กน้อย

การขอวีซ่าไปเที่ยวประเทศโซนยุโรป

VIEW POST

ยุโรป เป็นทวีปที่เปี่ยมล้นไปด้วยความงามทางสถาปัตยกรรมและธรรมชาติที่ใคร ๆ เป็นต้องฝันอยากจะไปเที่ยวดูสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี และอีกมากมาย แต่ประเทศเหล่านี้สำหรับคนไทยก็ล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องขอวีซ่า และคงไม่ไหวแน่ถ้าต้องมาวิ่งขอวีซ่า 3-4 ประเทศเพื่อจัดทริปยุโรปแค่ 2 สัปดาห์ ดังนั้นหลายประเทศในยุโรปจึงจับมือกันเพื่อให้การเดินทางของคุณง่ายขึ้นด้วย “วีซ่าเชงเก้น” ที่จะทำให้คุณผ่านได้ถึง 26 ประเทศในวีซ่าเดียว ว่าแต่ทำอย่างไรถึงจะได้มา? ตามมาดูเลย…

ก่อนอื่น อยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับวีซ่าเชงเก้นกันก่อน
วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ถือกำเนิดมาจากข้อตกลงระหว่างประเทศในทวีปยุโรปที่อนุญาตให้พลเมืองของประเทศสมาชิกสามารถเดินทางระหว่างกันได้โดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง ซึ่งรวมไปถึงการอนุญาตให้เดินทางเป็นการชั่วคราวให้กับผู้ที่ถือวีซ่าเชงเก้นด้วย โดยปัจจุบันประเทศที่อยู่ในข้อตกลงเชงเก้นนั้นมี 26 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก แต่สิ่งสำคัญที่ควรทราบอย่างหนึ่งคือ วีซ่าเชงเก้นไม่สามารถใช้เข้าประเทศในกลุ่มสหราชอาณาจักร ซึ่งได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์ได้
ในส่วนของประเทศที่ถือวีซ่าเชงเก้นเข้าได้มีดังนี้
ออสเตรีย (Austria)
เบลเยี่ยม (Belgium)
เช็ก (Czech)
เดนมาร์ก (Denmark)
เอสโตเนีย (Estonia)
ฟินแลนด์ (Finland)
ฝรั่งเศส (France)
เยอรมนี (Germany)
กรีซ (Greece)
ฮังการี (Hungary)
ไอซ์แลนด์ (Iceland)
อิตาลี (Italy)
ลัตเวีย (Latvia)
ลิกเตนสไตน์ (Liechtenstein)
ลิทัวเนีย (Lithuania)
ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg)
มอลตา (Malta)
เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
นอร์เวย์ (Norway)
โปแลนด์ (Poland)
โปรตุเกส (Portugal)
สโลวาเกีย (Slovakia)
สโลวีเนีย (Slovenia)
สเปน (Spain)
สวีเดน (Sweden)
สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
นอกจากนี้วีซ่าเชงเก้งยังสามารถใช้เข้าประเทศที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงได้อีกอาทิ โมนาโค (Monaco) ซานมารีโน (San Marino) และวาติกัน (Vatican) และยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจอย่าง โครเอเชีย (Croatia) ที่อนุญาตให้ผู้ถือเชงเก้นวีซ่าแบบ Double Entry หรือ Multiple Entry ที่ยังไม่หมดอายุ ก็สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เช่นกัน

ขั้นตอนการขอวีซ่าเชงเก้น
1. ก่อนดำเนินการยื่นคำร้อง
1.1 ก่อนทำการยื่นคำร้องขอวีซ่า คุณต้องมั่นใจแล้วว่า คุณเลือกประเทศที่ถูกต้องในการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น เนื่องจากแต่ละประเทศมีวิธีและช่องทางการยื่นขอวีซ่าที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย และการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นผิดประเทศตามที่เราอธิบายไว้ข้างต้น สถานทูตก็มีสิทธิ์ปฏิเสธการออกวีซ่าให้คุณได้
1.2 เมื่อได้ประเทศที่ต้องยื่นขอวีซ่าเชงเก้นแล้ว ก็ได้เวลาหาข้อมูลว่าประเทศที่คุณต้องขอวีซ่าเชงเก้นนั้น เขาใช้วิธีการใดในการยื่นขอวีซ่า ซึ่งโดยทั่วไปแต่ละประเทศจะมีช่องทางใดช่องทางหนึ่งในการให้บริการดังนี้
1.2.1 ยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นผ่านสถานทูตโดยตรง
1.2.2 ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS Global
1.2.3 ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า TLS Contact
1.2.4 ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า BLS International
1.3 การขอวีซ่าเชงเก้นทุกประเทศจะต้องมีการทำประกันภัยการเดินทางที่มีวงเงินประกันไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโรหรือ 1,500,000 บาท และแต่ละประเทศยังมีการกำหนดบริษัทประกันภัยที่ได้รับการยอมรับด้วย ซึ่งคุณจำเป็นต้องตรวจสอบรายชื่อและใช้บริการกับบริษัทประกันภัยที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น
1.4 วีซ่าเชงเก้นสามารถยื่นคำร้องขอล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนการเดินทาง
1.5 แต่ละช่องทางการยื่นคำร้องขอวีซ่าจะมีขั้นตอนอธิบายบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแต่ละประเทศ คุณสามารถศึกษารายละเอียดทั้งหมดได้ด้วยตนเอง และโดยส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ จองคิว > กรอกเอกสารและจัดเตรียมหลักฐาน > ยื่นเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพ > เรียกสัมภาษณ์ (ถ้ามี) > รอฟังผลการพิจารณา > รับหนังสือเดินทางคืนพร้อมผลการขอวีซ่า

2. เมื่อดำเนินการยื่นคำร้อง
2.1 ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม Schengen Visa Application หรือกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) โดยคุณจำเป็นต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
2.2 จองคิวนัดหมายกับสถานทูต (ถ้ามี) หรือศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าทั้ง 3 บริษัท ซึ่งตัวแทนทั้งหมดจะใช้วิธีการจองคิวนัดหมายผ่านระบบออนไลน์ตามเวลาที่กำหนดอยู่แล้ว โดยศูนย์รับคำร้องข้อวีซ่าจะมีบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมที่คุณสามารถเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอาทิเช่น
2.2.1 บริการจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์
2.2.2 บริการแจ้งผลการขอวีซ่าผ่าน SMS
2.2.3 บริการถ่ายรูป / ถ่ายเอกสาร
2.3 เตรียมตัวเดินทางไปศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตด้วยตนเอง และไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปแทนได้ โดยคุณต้องถึงก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15 นาทีพร้อมเอกสารทั้งหมดที่จำเป็นทั้งฉบับจริงและสำเนา และหนังสือเดินทางที่ต้องมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า และมีอายุคงเหลือมากกว่า 3 เดือนนับจากวันที่เดินทางออกจากเขตประเทศเชงเก้น
2.4 ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตจะเก็บข้อมูลทางชีวภาพของคุณได้แก่ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว และถ่ายภาพเต็มหน้าของคุณตามข้อกำหนดของวีซ่าเชงเก้น โดยต้องเป็นภาพหน้าตรง พื้นหลังขาว ไม่มีแสงเงา ไม่สวมอุปกรณ์คลุมศีรษะแต่เหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ (สวมใส่แว่นสายตาได้)
2.5 สำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นนั้นอาจมีการเรียกสัมภาษณ์คุณด้วย แต่โดยส่วนใหญ่การยื่นคำร้องกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่านั้นจะไม่มีการสัมภาษณ์ ทั้งนี้สถานทูตอาจจะเรียกสัมภาษณ์คุณในระหว่างการพิจารณา ดังนั้นเตรียมตัวไว้ก่อนเป็นดีที่สุด
2.6 ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตรับเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพเสร็จสิ้น (รวมทั้งการเรียกสัมภาษณ์) การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นก็เป็นอันเรียบร้อย โดยปกติแล้วคุณจะทราบผลภายใน 15 วันทำการนับตั้งแต่วันยื่นเอกสาร และคุณสามารถรับเอกสารและหนังสือเดินทางคืนหลังรับทราบผลแล้วได้ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า หรือบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

เอกสารการขอวีซ่าเชงเก้น

หลักฐานสำคัญ

เอกสารคำร้องขอ – เอกสารที่คุณต้องพิมพ์หรือกรอกเรียบร้อยแล้ว
หนังสือเดินทาง – ต้องเป็นหนังสือเดินทางฉบับล่าสุด มีอายุคงเหลือมากกว่า 3 เดือนนับจากวันที่เดินทางออกจากเขตประเทศเชงเก้น และมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า กรณีที่มีหนังสือเดินทางเล่มก่อนหน้าให้นำไปด้วยทั้งหมด และถ่ายสำเนาหน้าแรกพร้อมกับหน้าที่เคยได้วีซ่า/เดินทางไปประเทศอื่นด้วย
สำเนาเอกสารแสดงตัว – ได้แก่สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาอื่น ๆ ถ้ามี อาทิเช่น สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาทะเบียนหย่า สำเนาใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล เป็นต้น (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
รูปถ่ายหน้าตรง – ต้องใช้รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ โดยไม่ยิ้ม และไม่มีเส้นผมหรืออุปกรณ์ใด ๆ บดบังใบหน้าและดวงตา (ยกเว้นแว่นสายตา) โดยต้องเป็นรูปที่ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้เราขอแนะนำให้คุณตรวจสอบเงื่อนไขการถ่ายภาพโดยละเอียด เนื่องจากบางประเทศมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่าปกติ
ประกันการเดินทาง – เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการประกันภัยระหว่างเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยต้องมีวงเงินประกันขั้นต่ำ 1,500,000 บาท (30,000 ยูโร) และต้องทำกับบริษัทประกันภัยที่สถานทูตให้การรับรองด้วย
ใบยืนยันการจองตั๋วเครื่องบิน – ต้องเป็นตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศสมาชิกเชงเก้น และเดินทางกลับถึงประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ค้นหาและจองตั๋วเครื่องบินไปยุโรป
ใบยืนยันการจองโรงแรมที่พัก – ต้องเป็นโรงแรมภายในประเทศสมาชิกเชงเก้น และมีการเข้าพักในช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ระบุไว้เท่านั้น ค้นหาและจองโรงแรมที่พักในยุโรป
ใบยืนยันการจองตั๋วรถไฟ/รถเช่า (ถ้ามี) – เนื่องจากต้องใช้เป็นหลักฐานยืนยันการเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปที่ใช้ระบบรถไฟเป็นหลัก หากไม่มีต้องอธิบายแผนการเดินทางเป็นลายลักษณ์อักษรได้ว่าคุณวางแผนการเดินทางอย่างไร ค้นหาและจองรถเช่าในยุโรป

สถานที่ยื่นขอวีซ่าเชงเก้น
สำหรับการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องทราบว่าประเทศที่คุณจะขอยื่นนั้น ต้องยื่นวีซ่าผ่านช่องทางใด ต้องติดต่อสถานทูตโดยตรง (ซึ่งโดยปกติจะมีเพียงแห่งเดียวในกรุงเทพฯ) หรือติดต่อศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า ตามรายละเอียดด้านล่างนี้

ติดต่อศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า
ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS Global
อาคารเดอะ เทรนดี้ ชั้น 28 ซอยสุขุมวิท 13 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.30 น.

ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า TLS Contact
สาทรซิตี้ทาวเวอร์ ชั้นที่ 12 ถนนสาทรใต้ 175 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพ 10120
เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ 08:00 – 16:30 น. (พักทำการเวลา 12:30 – 13:30 น.)

ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า BLS International
อาคารอินเตอร์เชนจ์ 21 ชั้น 22 ห้องเลขที่ 2211 เลขที่ 399 ถนนสุขุมวิท (อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ 08:30 – 16:00 น. (พักทำการเวลา 12:00 – 13:00 น.)

ช่องทางการติดต่อผ่านระบบออนไลน์

ประเทศที่ต้องยื่นผ่านสถานทูตโดยตรง
– เยอรมนี (Germany): bangkok.diplo.de/th-th/service/visa-einreise

ประเทศที่ต้องยื่นผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS)
– ออสเตรีย (Austria): www.vfsglobal.com/austria/thailand/thai/
– เบลเยี่ยม (Belgium): www.vfsglobal.com/belgium/thailand/thai/
– อิตาลี (Italy): www.vfsglobal.com/italy/thailand/thai/
– เนเธอร์แลนด์ (Netherlands): www.vfsglobal.com/netherlands/thailand/Thai/
– นอร์เวย์ (Norway): www.vfsglobal.com/norway/thailand/thai/

ประเทศที่ต้องยื่นผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (TLS)
– ฝรั่งเศส (France): fr.tlscontact.com/th/BKK/
– สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland): ch.tlscontact.com/th/BKK/

ประเทศที่ต้องยื่นผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (BLS)
– สเปน (Spain): thailand.blsspainvisa.com/thai/

และทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลอัดแน่นแบบจัดเต็มของการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นเที่ยวยุโรป ขอบอกเลยว่าไม่มีอะไรยากเกินความอยากเที่ยวของคุณอย่างแน่นอน เพียงทำให้สถานทูตมั่นใจว่าคุณไปเที่ยวจริง ๆ ที่เหลือก็แค่แพ็คกระเป๋ารอวันเดินทางไปเยือนเมืองในฝันให้สมดั่งใจต้องการ

ขอบคุณข้อมูลจาก Skyscanner

มือใหม่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกไปต่างประเทศ

VIEW POST

จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศทั้งที ไปตั้งหลายวันก็ต้องมีกระเป๋าพะรุงเต็มไปหมด ทั้งเสื้อผ้า ของใช้ เครื่องสำอาง ของจำเป็นต่างๆ อีกเพียบ ไหนจะยังต้องขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศครั้งแรก น่าตื่นเต้นจริงๆ เลย ต้องเตรียมตัวยังไง ใช้เอกสารอะไรบ้าง จะทำยังไงดีนะ

1. เตรียมตัวให้พร้อม
สิ่งที่จำเป็น ที่ต้องเตรียมเอาไว้ให้พร้อมก่อนขึ้นเครื่องบิน

– Passport ณ วันที่เดินทางต้องไม่หมดอายุ และยังใช้ได้อย่างน้อยอีก 6 เดือน พร้อมวีซ่าสำหรับเข้าประเทศนั้นๆ
– ตั๋วโดยสาร โดยปกติต้องมีทั้งไปและกลับ เพราะบางประเทศจะขอให้แสดงก่อนเข้าประเทศ เพื่อเป็นการยืนยันว่าคุณกลับประเทศไทยแน่นอน
– แลกเงินเอาไว้ก่อน เป็นเงินสกุลประเทศที่จะเดินทางไป อาจจะเป็นร้านที่รับแลกเงิน หรือจะไปแลกเอาที่สุวรรณภูมิก็ได้

2. มาก่อนเวลา 2 ชั่วโมง
ควรจะกะเวลาให้ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนขึ้นเครื่องอย่างน้อย 2 ชั่วโมง จะได้ไม่ฉุกละหุก และมีเวลาอีกเยอะสำหรับสิ่งต่างๆ ดังนี้

– มีเวลาสำหรับตรวจตราเอกสาร
– มีเวลาเข้าคิว เช็คอิน และรับบัตรขึ้นเครื่อง (Check-in)
– มีเวลาผ่านด่านตรวจคนเข้าออกจากประเทศไทย
– มีเวลาแลกเงิน
– มีเวลาร่ำลา หรือโทรศัพท์ก่อนขึ้นเครื่อง
– มีเวลาเดินสำรวจร้านค้าปลอดภาษี สำหรับขาช้อบปิ้ง
– มีเวลาเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวสำหรับคนที่มักจะตื่นเต้นง่าย
– สุดท้ายมีเวลาเดินหาประตูขึ้นเครื่อง

3. ตรวจสอบเที่ยวบิน
เมื่อถึงสนามบินให้เช็คดูจอมอนิเตอร์ว่าเที่ยวบินที่เรานั่งมีสถานะเป็นยังไง ออกตามเวลา หรือดีเลย์หรือไม่ เค้าน์เตอร์เช็คอินหมายเลขอะไร

4. ได้เวลาเช็คอิน
เข้าเช็คอินโดยการตรวจตั๋วโดยสาร และรับบัตรสำหรับขึ้นเครื่อง หรือ Bording Pass ใครยังงงอยู่ ตั๋วโดยสารกับบัตรขึ้นเครื่องเป็นคนละใบกันนะ ซึ่งตั๋วโดยสารที่เรามีอยู่ยังไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ทันที จะต้องเอาไปให้เจ้าหน้าที่แต่ละสายการบินตรวจและออกบัตรให้อีกหนึ่งใบ เรียกว่าบัตรขึ้นเครื่อง (ฺBoarding Pass) โดยในบัตรจะแสดงรายละเอียดว่าว่าต้องไปขึ้นเครื่องที่ประตูไหน นั่งเก้าอี้ตัวไหน อย่าลืมตรวจสอบข้อมูล ชื่อ-สกุล ของเราว่าถูกต้องตรงกันหรือเปล่า และจะมีใบ ตม. เปล่าๆ อีกหนึ่งใบแนบมาพร้อมกันด้วย
ตรวจบัตรเสร็จแล้วก็นำกระเป๋าผ่านเข้าเครื่อง X-Ray เพื่อนำไปเช็คอิน ซึ่งเป็นกระเป๋าที่เราจะฝากไปเก็บใต้ท้องเครื่องบิน ต้องดูให้แน่ใจว่ากระเป๋าที่เราโหลดไปใต้ท้องเครื่องนั้น จะไม่มีของจำเป็นที่จะต้องหยิบใช้ระหว่างเดินทาง เพราะจะไม่สามารถรื้อออกมาได้อีก

5. ตรวจหนังสือเดินทาง
ใบ ตม. ที่ได้รับมานั้น ให้กรอก 2 หน้า บัตรขาออก และ บัตรขาเข้า กรอกเป็นภาษาอังกฤษช่องละ 1 ตัวอักษร โดยข้อมูลต้องตรงกับใน Passport ระวังให้ดี ด้านบนสุดให้กรอกนามสกุลก่อน แล้วตามด้วยชื่อ เรามักจะถนัดเขียนขึ้นต้นด้วยชื่อก่อน อาจจะเผลอเขียนผิดเอาได้

กรอกเสร็จแล้วก็เอาไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจ เอาไปยื่นพร้อมเอกสารอื่นๆ ทั้ง Passport และ Bording Pass ที่ตรงประตูทางเข้า รอรับใบเข้าเมืองที่เจ้าหน้าที่ฉีกคืนให้เราครึ่งหนึ่งพร้อมกับพาสปอร์ตคืนมา อย่าทำหายเชียวนะ เพราะขากลับเราจะต้องใช้อีกครั้ง

6. สแกนสัมภาระ
ตรวจหนังสือเดินทางเสร็จแล้ว ก็ไปสแกนสัมภาระกันต่อ จะมีทางเดินเข้าช่องสแกนสัมภาระ ให้เอาสิ่งของในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง กระเป๋าสตางค์ ไปเก็บไว้ในกระเป๋าถือ เสื้อคลุมต้องถอดออก บางสนามบินที่เข้มงวดมากจะต้องถอดเข็มขัด และ รองเท้าด้วย ส่วนน้ำดื่มจะต้องทานให้หมดก่อนเข้าสแกนสัมภาระ หรือไม่ก็ต้องทิ้งลงถังขยะ กระเป๋าถือ เป้ ให้วางลงในสายพานผ่านเครื่อง x-ray ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ แล้วเดินผ่านประตูตรวจจับโลหะ

7. รอขึ้นเครื่อง
หลังจากสแกนสัมภาระเสร็จ ได้สัมภาระคืนกลับมาแล้ว ถ้ามีเวลาเหลือก่อนเครื่องอาจจะหาอะไรกิน แวะเดินเล่นช้อปปิ้ง Duty Free ได้ จากนั้นก็ไปขึ้นเครื่องตามเกตที่ระบุไว้ใน Boarding Pass ก่อนเวลา Boarding Time ระหว่างรอขึ้นเครื่องให้สังเกตจอหน้าเกตว่าเป็น Flight ที่เราบินหรือเปล่า เพราะบางครั้งอาจมีการเปลี่ยนเกต ทางที่ดีควรไปถึงหน้าประตูก่อนเครื่องขึ้นอย่างน้อย 30-40 นาที เร็วกว่านั้นได้ยิ่งดี จะได้ไม่พลาด

8. ขึ้นเครื่อง
ก่อนเครื่องออกจะมีเจ้าหน้าที่เรียกขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่จะขอดู Passport พร้อม Boarding Pass และฉีก Boarding Pass ส่วนของสายการบินออก คืนส่วนที่เหลือให้เรา

9. ออกเดินทาง
เมื่อขึ้นไปอยู่บนเครื่องแล้วให้นั่งตามหมายเลข สังเกตง่ายๆ จะติดอยู่บริเวณที่เก็บสัมภาระ หากหาไม่เจอสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ เก็บสัมภาระไว้ในช่องด้านบนได้ ส่วนของมีค่าให้เก็บไว้กับตัว จากนั้นก็คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับพนักเก้าอี้ตั้งตรง เปิดม่านบังแสง ปิดโทรศัพท์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ดูสาธิตการใช้อุปกรณ์ฉุกเฉิน ที่บนเครื่องบิน เจ้าหน้าที่จะแจกใบ ตม. ของประเทศที่เราจะไป ให้เรากรอกข้อมูล

10. ถึงที่หมาย
เดินตามป้าย Arrivals หรือ Immigration เตรียมเข้าด่าน ตม. ของประเทศนั้น ให้เตรียม Passport + ใบ ตม. ของประเทศนั้นไว้รอตรวจให้พร้อม

เสร็จจาก ตม. ก็ไปรับกระเป๋าที่เราโหลดมา มองหาชื่อเที่ยวบินในป้ายของแต่ละสายพานแล้วไปรอรับกระเป๋าที่ช่องนั้น หลังจากได้กระเป๋าอย่าลืมสำรวจความถูกต้อง ว่าเป็นกระเป๋าของตัวเองหรือเปล่า มีส่วนไหนแตกเสียหายหรือไม่ หากเกิดความเสียหายสามารถขอเคลมกับทางสายการบินได้ตามความเป็นจริง ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดีก็ออกจากอาคารผู้โดยสารได้เลย

คนที่ไม่มีสิ่งของจะต้องแสดง ให้ออกทางช่องเขียว
คนที่มีสิ่งของต้องแสดง เช่น นำเข้าสินค้าปริมาณมากในเชิงพานิชย์ ให้ออกทางช่องแดง

เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการเดินทาง แค่นี้มือใหม่หัดขึ้นเครื่องบินก็ไม่ต้องกลัวขึ้นเครื่องกันแล้วล่ะ พี่หมีขอให้เดินทางปลอดภัยกันทุกคนนะ

วิธีหัดเล่นสกีในเบื้องต้น สำหรับมือใหม่

VIEW POST

ตอนนี้ช่วง Winter แล้วเพื่อนๆหลายคน คงไปสกีรีสอร์ทกัน ที่ Hot และ Hit ก็คงไม่พ้นเกาหลีแน่ๆ เพราะที่นี่มีสกีรีสอร์ทหลายที่ และคงได้มีโอกาสเช่าอุปกรณ์สกีมาเล่นกันบ้าง
วันนี้พี่หมีเลยถือโอกาสแบ่งปันข้อมูล หลักการเล่นสกีเบื้องต้น ที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายให้เพื่อนๆได้เตรียมตัวไปเล่นสกีกัน ส่วนเพื่อนๆที่เล่นกันจนชำนาญแล้วก็เข้ามาแชร์ข้อมูลกันได้นะ

ในเรื่องแรกคือ
เครื่องแต่งกายต้องพร้อม ได้แก่ ชุดสกี ถุงเท้า หมวก ถุงมือ แว่นตา และอุปกรณ์ได้แก่ ไม้สกี ร้องเท้า ไม้สต็อค เป็นต้น

การใส่ร้องเท้า ดึงฝาช่องรองเท้าไปข้างหน้าใส่เท้าลงไปรัดบังเกิ้ลและรัดสไตร์ปเป็นอันจบการใส่ร้องเท้า

การใส่รองเท้ากับไม้สกี ว่างไม่สกีไว้ขวางกับเนินลานสกีและวางไม้สกีไว้ขนานกัน ว่างปลายเท้าเข้ากับไม่ดิ้ง และกระแทกส้นเท้าลงไปแรงๆ เป็นอันเสร็จสิ้น ทำหรับการถอดไม้สกี้นั้น ใช้ไม้สต็อคหรือมือกดที่ด้านหลังไบดิ้งตัวที่ล็อคจะคลายออกเอง

การจับไม้สต็อค ถือสไตร์ปกับสต็อคไปด้วยกัน สิ่งที่ไม่ควรทำคือ มือถถือสสต็อดอย่างเดียวสไตร์ปอยู่ข้างนอก

หลักในการถือไม้สกี้และสต็อค นำไม้สกีทั้งสองอันแบกไว้บนไหลหรือประคองไว้ที่เอว ส่วนของสต็อค รวบเอาไว้ด้วยกัน

**ก่อนการเล่นสกีนั้นต้องบทำกายบริหารก่อนก็เพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดเป็นตะคริวและร่างกายจะได้ยืดหยุ่นได้ดีในสภายอากาศที่ยืน**

**เทคนิคการไถลไปข้างหน้าบนพื้นราบ ทำได้ง่ายๆโดยการฝึกไถลไปข้างหน้าด้วยใชไม้ตล็อคช่วยได้ดั้งนี้ วางไม่ตล็อคทั้งสองอันไว้ข้างหน้าของสกีโดยมีระยะห่างประมาน 15 ซ.ม. แล้วค่อยๆไถลตัวไปข้างหน้า การจะเร่งความเร็วนั้นสามารถทำได้โดยการ ว่างไม้สกี้เป็นรูปตัว V ค่อยๆไถลไม้สกี้ไปที่ละข้างและเมื่อไถลเท้าข้างหนึ่งไปแล้วค่อยไกลเท้าอีกข้างหนึ่งตาม ไม้ตล็อคทั้งสองข้าง ไว้เฉียงไปด้านหน้า

**เทคนิคการเปลี่ยนทิศ สามารถทำได้โดยการค่อยๆเปิดหน้าเท้าไม้สกีข้างใดข้างหนึ่งตามทิศทางที่ต้องการ และค่อยหมุนยกอีกข้างหนึ่งตาม ต้องค่อยๆเลื่อนไปที่ละนิด การเปลี่ยนแบบ kick turn ซึ่งเป็นการเปลี่ยนทิศในที่ชันนั้นเอง

นี่ก็คือเทคนิคในการเล่นระดับเบื้องต้นของกีฬาสกีที่นิยมเล่นในประเทศที่มีหิมะตกบ่อยๆ

การขอวีซ่าอเมริกา ต้องเตรียมอะไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

VIEW POST

ความเชื่อหนึ่งที่ฝังใจนักท่องเที่ยวชาวไทยหลายต่อหลายคนมาอย่างช้านานนั้นคงจะหนีไม่พ้นความคิดที่ว่า การขอวีซ่าสหรัฐอเมริกานั้นยากลำบากมหาโหด! แต่ในความเป็นจริงนั้นการขอวีซ่าอเมริกานั้นไม่ได้ยากเลยสักนิด เพราะทางการสหรัฐฯ เขาคาดหวังอยู่อย่างเดียวคือ คุณจะเป็นนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวจริง ๆ แล้วกลับมาตามเวลาที่กำหนด โดยไม่ได้ไปสร้างความเสียหายให้บ้านเขา หรือไปแล้วไปลับไปไม่กลับเมืองไทยอีกเลย ดังนั้นถ้าใครอยากเที่ยวสหรัฐอเมริกา จงทำใจให้สบาย แล้วมาศึกษาวิธีการขอวีซ่าไปอเมริกากับ Bluebeartravel กัน

รู้จักกับวีซ่าอเมริกา
สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจำเป็นต้องขอวีซ่าก่อนการเดินทาง ซึ่งมีด้วยกันหลายประเภท ทั้งวีซ่าธุรกิจ การท่องเที่ยว การศึกษา และการทำงาน แต่สำหรับคนไทยที่ต้องการท่องเที่ยวหรือติดต่อธุรกิจนั้นจะจัดอยู่ในวีซ่าชั่วคราวประเภท B โดยแบ่งเป็นวีซ่า B-1 สำหรับการติดต่อธุรกิจ และ B-2 สำหรับการท่องเที่ยว พักผ่อน และการรักษาทางการแพทย์ ทั้งนี้วีซ่าทั้ง 2 แบบมักจะออกร่วมเป็นวีซ่าเดียวกัน (B1/B2) หากคุณต้องการศึกษาวีซ่าประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมการกงสุลสหรัฐอเมริกา www.ustraveldocs.com/th_th/th-niv-visatypeinfo.asp

ขั้นตอนการขอวีซ่าอเมริกา
1. ยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์
1.1 เข้าสู่เว็บไซต์กรอกแบบฟอร์มออนไลน์ (DS-160) ของกรมการกงสุลสหรัฐอเมริกาที่ ceac.state.gov/genniv โดยเริ่มต้นจากการเลือกสถานที่ยื่นคำร้องขอวีซ่า (สำหรับประเทศไทยมีกรุงเทพฯ และเชียงใหม่) และกรอกรหัสยืนยันตามภาพที่พบ แล้วคลิก “START AN APPLICATION” เพื่อเริ่มต้นการกรอกแบบฟอร์ม
1.2 ระบบออนไลน์จะเปิดหมายเลขยืนยันแบบฟอร์ม (Application ID) ให้คุณโดยอัตโนมัติ ซึ่งคุณสามารถใช้หมายเลขยืนยันนี้พร้อมกับคำถามเพื่อความปลอดภัยเพื่ออ้างอิงความเป็นเจ้าของแบบฟอร์มได้เมื่อต้องการกรอกข้อมูลในภายหลังหากยังไม่ยืนยันการส่ง ทั้งนี้ระหว่างกรอกแบบฟอร์มโปรดอ่านทำความเข้าใจคำถาม ตอบเป็นภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง และตรวจทานทุกครั้งเพราะจะแก้ไขไม่ได้อีกเมื่อยื่นแบบฟอร์มแล้ว
1.3 เมื่อกรอกแบบฟอร์มเสร็จสิ้นคุณจำเป็นต้องอัพโหลดรูปถ่ายหน้าตรงของคุณด้วยก่อนยืนยันการส่งแบบฟอร์ม โดยเราแนะนำว่าควรเป็นรูปถ่ายเดียวกับรูปถ่ายจริงแล้วนำมาสแกนหรือขอไฟล์ดิจิทัลจากร้านถ่ายรูป โดยต้องปรับให้มีขนาดตรงตามที่กรมการกงสุลสหรัฐอเมริกากำหนดไว้ดังนี้
– รูปถ่ายต้องมีสัดส่วนแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 600 x 600 ถึง 1,200 x 1,200 พิกเซล
– รูปถ่ายต้องเป็นรูปสีแบบ 24 บิตต่อพิกเซล ในโหมด sRGB
– หากสแกนจากรูปถ่ายขนาด 2 x 2 นิ้ว ต้องใช้ความละเอียด 300 พิกเซลต่อนิ้วขึ้นไป
– ขนาดไฟล์ภาพต้องไม่เกิน 240KB
1.4 เมื่ออัพโหลดรูปภาพหน้าตรงของคุณเสร็จแล้ว ระบบออนไลน์จะแสดงหน้าต่างให้คุณตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนคลิก “Sign and Submit” แล้วจะเข้าสู่หน้า Confirmation เพื่อพิมพ์ใบยืนยันไปยื่นในวันสัมภาษณ์ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์

หมายเหตุ: หากคุณไม่ถนัดด้านการจัดการภาพถ่ายดิจิทัล เราขอแนะนำให้ติดต่อร้านแต่งภาพ หรือบุคคลที่มีทักษะด้านการใช้โปรแกรมแต่งภาพ ช่วยจัดการขนาดให้เป็นไปตามต้องการ แต่ห้ามแต่งหรือบิดเบือนภาพใบหน้าคุณไปจากความเป็นจริงเป็นอันขาด! และทั้งนี้ระบบออนไลน์จะมีเครื่องมืดวัดสัดส่วนรูปถ่าย ซึ่งคุณสามารถใช้วัดขนาดใบหน้าและลำคอให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่กำหนดได้

2. ชำระค่าธรรมเนียมและนัดหมาย
2.1 เมื่อคุณยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์เสร็จสิ้น หากไม่เคยยื่นวีซ่าอเมริกามาก่อน คุณต้องสร้างบัญชีผู้ใช้ที่ www.ustraveldocs.com/th_th/ เมื่อสมัครบัญชีผู้ใช้หรือลงชื่อเข้าใช้เสร็จสิ้น ในเมนูส่วนตัวของคุณจะพบกับหัวข้อ “การสมัครขอวีซ่าใหม่ / นัดสัมภาษณ์” ให้เลือกหัวข้อนี้และกรอกข้อมูล รวมทั้งจำนวนผู้สมัคร จนกระทั่งถึงกระบวนการชำระเงิน
2.2 คลิก “คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดการชำระเงินทั้งหมด” เพื่อดูวิธีการชำระเงิน โดยการชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าสหรัฐอเมริกา มี 2 วิธี แต่เราขอแนะนำ การชำระเงินสดที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยให้คุณใช้ใบนำฝากเงินที่พิมพ์จากระบบออนไลน์ ซึ่งมีเลขที่อ้างอิง Virtual Account ID และ CGI เพื่อยื่นชำระเงินกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา และต้องเก็บใบนำฝากส่วนลูกค้าที่ได้รับตราประทับจากธนาคารเป็นหลักฐานแนบในวันสัมภาษณ์ด้วย ทั้งนี้ Virtual Account ID มีเวลาจำกัด โปรดชำระเงินให้เร็วที่สุดหลังจากได้รับแบบฟอร์มแล้ว
2.3 เมื่อชำระเงินเสร็จแล้ว ให้รอจนถึงหลังเวลา 12.00 น. ของวันถัดไป ระบบจะแสดงเลขที่ใบเสร็จรับเงินโดยอัตโนมัติ แล้วคุณจึงสามารถทำการนัดหมาย โดยให้เลือกวันและช่วงเวลานัดสัมภาษณ์ตามความสะดวก ทั้งนี้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงวันนัดสัมภาษณ์ได้ (จำกัดจำนวนครั้ง) เมื่อนัดหมายเสร็จสิ้น คุณก็จะได้รับใบนัดสัมภาษณ์ โดยให้พิมพ์เพื่อใช้ยื่นในวันสัมภาษณ์ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการชำระค่าธรรมเนียมและนัดหมาย

3. สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกาและทราบผลทันที
3.1 เตรียมหนังสือเดินทางและเอกสารให้พร้อมสำหรับวันสัมภาษณ์ โดยการขอวีซ่าอเมริกานั้นจะเน้นการสัมภาษณ์เป็นหลัก และยื่นเอกสารที่จำเป็นเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น แต่ทั้งนี้คุณต้องเตรียมเอกสารและหลักฐานประกอบอื่น ๆ ให้พร้อมด้วย เนื่องจากเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์อาจขอเรียกดูเพื่อประกอบการพิจารณาเป็นกรณีไป และในทางกลับกันเจ้าหน้าที่อาจไม่ขอดูเอกสารของคุณเลยก็ได้เช่นกัน
3.2 เดินทางให้ถึงสถานทูตก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15-30 นาที โดยขอให้ไปแบบมีสัมภาระน้อยที่สุด มีเพียงกระเป๋าขนาดเล็ก ซองใส่เอกสารที่เตรียมมา และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง (ซึ่งต้องปิดเครื่องและฝากไว้ขณะเข้าสัมภาษณ์) หากมีสิ่งของต้องห้ามหรือกระเป๋าขนาดใหญ่ จะไม่อนุญาตให้เข้าสถานทูต และก่อนเข้าสู่สถานทูตจำเป็นต้องผ่านเครื่องสแกนร่างกายด้วย
3.3 เมื่อเข้ามาในสถานทูตแล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการช่วยจัดและตรวจเอกสาร และจัดเก็บข้อมูลชีวิภาพ (ลายนิ้วมือ) ก่อนเข้าสัมภาษณ์ และกรณีนัดหมายเป็นกลุ่มก็จะได้เข้าสัมภาษณ์พร้อมกัน โดยในระหว่างนี้จะมีการแนบตราไปรษณีย์ EMS สำหรับส่งหนังสือเดินทางคืนมาด้วย ให้คุณจดเลขไว้สำหรับติดตามเอกสารได้
3.4 คุณสามารถเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้ แต่คุณอาจจะพบคำถามภาษาอังกฤษจากเจ้าหน้าที่ต่างชาติ แต่ก็สามารถตอบเป็นภาษาไทยได้หากไม่ถนัดจริง ๆ โดยได้รับการยืนยันจากผู้ที่มีประสบการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่แม้จะเป็นชาวต่างชาติก็สามารถพูดภาษาไทยได้ ทั้งนี้คุณควรพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง อย่างน้อยสำหรับการทักทายเมื่อแรกพบหรือแนะนำตัวก่อนขออนุญาตสนทนาเป็นภาษาไทย หรือหากไปเป็นกลุ่ม ก็ควรมีคนที่พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง เพื่อไม่ให้เป็นจุดอ่อนด้านการสื่อสาร
3.5 สำหรับการสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะถามเกี่ยวกับการเดินทางและการทำงานของคุณเป็นหลัก อาทิเช่น เดินทางไปที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ไปทำอะไรบ้าง ไปกับใคร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เคยไปเที่ยวที่ไหนมาหรือเปล่า ทำงานอะไร นานแค่ไหนแล้ว เป็นต้น ซึ่งจะมากน้อยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ คุณต้องตอบให้กระจ่าง และไม่ตอบสั้นหรือยืดยาวเกินไป และในบางกรณีหากเจ้าหน้าที่มีข้อสงสัย คุณสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ว่าต้องการดูหลักฐานเพิ่มเติมที่คุณนำมาด้วยหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจขอดูหรือไม่ก็ได้
3.6 เมื่อสัมภาษณ์เสร็จสิ้น คุณจะพบกับ 2 สถานการณ์ดังนี้
– ผ่าน: เจ้าหน้าที่จะเก็บหนังสือเดินทางของคุณ และจะได้รับคืนพร้อมตราประทับวีซ่าผ่าน EMS ภายใน 3-7 วันทำการ ก็พร้อมเดินทางสู่สหรัฐอเมริกาตามกำหนดการทันที ทั้งนี้อายุของวีซ่าจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางสถานทูต
– ไม่ผ่าน: เจ้าหน้าที่จะคืนหนังสือเดินทางให้คุณก่อนเดินทางกลับ พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมการขอวีซ่าครั้งนี้จึงไม่ผ่านการพิจารณา โดยค่าธรรมเนียมจะไม่ได้รับคืน ซึ่งการยื่นขอวีซ่าอีกครั้ง ต้องทำการยื่นขอวีซ่าและชำระเงินใหม่ตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ไม่ข้อกำหนดว่าต้องเว้นระยะเวลานานเท่าใดก่อนจะยื่นขอวีซ่าอีกครั้งได้

ขอบคุณข้อมูลจาก

นักจิตวิทยาเผย การใช้เงินซื้อความสุขที่แท้จริงนั้น คือการซื้อประสบการณ์ชีวิต (เที่ยว)

VIEW POST

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud exercitation ullamco.